สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ว่า สืบเนื่องจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา ว่านับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568 “สหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้า 100% สำหรับผลิตภัณฑ์ยาที่มีตราสินค้าหรือมีสิทธิบัตร เว้นแต่บริษัทผู้ผลิตยาชนิดนั้น จะสร้างโรงงานผลิตยาของตัวเองในอเมริกา”


การประกาศดังกล่าว ทำให้บริษัทและผู้ประกอบการ มีเวลาน้อยกว่า 1 สัปดาห์ ในการเตรียมรับมือกับภาษีเพิ่มเติม ที่จะมีผลกระทบสูงต่อสินค้านำเข้า ขณะที่บรรดาผู้สันทัดกรณีด้านห่วงโซ่อุปทานต่างตั้งคำถาม เกี่ยวกับวิธีบังคับใช้มาตรการดังกล่าว


อย่างไรก็ตาม นายโฮเวิร์ด ลุตนิก รมว.พาณิชย์สหรัฐ กล่าวว่า จะมีการเพิ่มความยืดหยุ่นกับการบังคับใช้มาตรการนี้ไปก่อน ระหว่างกำลังมีการเจรจากับบริษัททุกแห่งที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องของราคาและสายการผลิต ท่ามกลางภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลกลาง


ทั้งนี้ การขึ้นภาษียาของทรัมป์ เป็นไปตามผลการสอบสวนของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เมื่อต้นปีนี้ เกี่ยวกับการนำเข้ายาและวัตถุดิบยา ว่าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือไม่ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 230 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2505 ซึ่งให้ประธานาธิบดีมีอำนาจจำกัดการนำเข้าที่อาจคุกคามความมั่นคงของชาติ


แม้ทำเนียบขาวไม่ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่นายอัลเบิร์ต บูร์ลา ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทไฟเซอร์ กล่าวว่า บริษัทได้รับ “ระยะเวลาผ่อนผัน 3 ปี” จากการเก็บภาษีตามมาตรา 232.

เครดิตภาพ : AFP