นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เตรียมต่อยอดพัฒนาสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ปีงบ 69ตามนโยบายของรมว.พาณิชย์ เพื่อเพิ่มรายได้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเอสเอ็มอี โดยจะเร่งต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า จีไอที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า การพัฒนาภาพลักษณ์สินค้าสู่ระดับพรีเมียม และการขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ
“รมว.พาณิชย์ได้ให้ความสำคัญกับการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ โดยการเพิ่มรายได้ผ่านสินค้าจีไอ ซึ่งถือเป็นของดีประจำถิ่น และที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นจีไอ สามารถเพิ่มมูลค่า ได้มากกว่าสินค้าทั่วไปถึง 2-5 เท่า อาทิเช่น ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ราคาขายก่อนเป็นจีไอ อาจอยู่ที่ลูกละ 100 – 200 บาท แต่เมื่อได้เป็นจีไอ ราคาขายอยู่ที่ลูกละ 300 – 500 บาท”
นางอรมนกล่าวว่า ยังดำเนินการควบคู่ไปกับการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนจีไอในสินค้าใหม่ๆ 5 รายการ ได้แก่ ทุเรียนชุมพร กกเหล่าพัฒนา จังหวัดนครพนม ไก่เบตงยะลา ผ้าทอนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง) และมะยงชิดแม่ย่า จังหวัดสุโขทัย โดยจะร่วมมือกับพาณิชย์จังหวัด ร่วมเฟ้นหาสินค้าคุณภาพที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นให้เข้าสู่ระบบการคุ้มครอง จีไอ พร้อมประสานความร่วมมือสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ร่วมวิเคราะห์ตลาดเป้าหมาย เพื่อร่วมกันส่งเสริมการขยายตลาดสินค้า จีไอไทยสู่สากลด้วย
“แนวทางที่กรมฯ จะเร่งดำเนินการ คือการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและเอสเอ็มอี ผ่านกลไกการส่งเสริมสินค้าจีไอไทย ที่ปัจจุบันมี 239 สินค้า ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในปี 68 กว่า 82,000 ล้านบาท และเพื่อต่อยอดให้เห็นผลสำเร็จเร็ว หรือควิกวิน อย่างเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือน”
นางอรมน กล่าวยืนยันว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติทันที โดยจัดทำแผนงานที่ตอบโจทย์นโยบายเร่งด่วน ทั้งด้านการส่งเสริมการพัฒนา จีไอ การจับคู่นวัตกรรมที่เหมาะสมให้ผู้ประกอบการ และการบ่มเพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้มแข็ง ผ่านการใช้ประโยชน์จากระบบทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประชาชน และเสริมความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน



