ภายในงานมหกรรม “SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025)” ซึ่งปีนี้ชูแนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน-วันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หนึ่งในเวทีไฮไลท์ ใน SX TALK STAGE หัวข้อ มุมมองเชิงพื้นที่ต่อความเหลื่อมล้ำที่ดินไทย และแนวทางสู่ความยั่งยืน ผู้บริหารจากจิสด้า – นักวิชาการ – หน่วยงานภาครัฐ ได้ขึ้นเวทีถกสะท้อนมุมมองต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ
** ที่ดินรกร้าง 3 ล้านไร่ถูกปล่อยทิ้ง **
เริ่มจาก นางกานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินไม่ทั่วถึง และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงที่ดินได้อย่างเป็นธรรม โดยจากข้อมูลภูมิสารสนเทศและเทคโนโลยีดาวเทียม เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยบริหารจัดการปัญหานี้ โดยติดตามสุขภาพของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน
รวมถึงตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าและการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง และจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI และ Machine Learning ทำให้ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เช่น การตรวจพบพื้นที่รกร้างในประเทศไทยกว่า 3 ล้านไร่ และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เกษตรกรรมไปเป็นเขตเมืองหรือถูกทิ้งร้าง สะท้อนถึงการใช้ที่ดินที่ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ดาวเทียมยังสามารถติดตามการขยายตัวของเมือง ความเหลื่อมล้ำด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการเฝ้าระวังภัยพิบัติทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยงที่ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วนจากหน่วยงานรัฐ โดยบทบาทของ GISTDA จึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน แต่ยังสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม และรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนควบคู่กันไป
** ไทยเหลื่อมล้ำรุนแรงคนแค่ 1% ครองที่ดิน 1 ใน 4 ของปท. **
ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ ทั้งรายได้ รายจ่าย ทรัพย์สิน และการถือครองที่ดิน โดยเฉพาะมิติการถือครองที่ดิน ผลวิจัยปี 2555 พบว่าค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคสูงถึง 0.89 ใกล้เคียงค่าสูงสุด 1 สะท้อนความเหลื่อมล้ำชัดเจน ทั้งนี้กลุ่มประชากร 10% บนสุดถือครองที่ดินกว่า 61% ของโฉนดทั้งหมด ขณะที่ 90% ที่เหลือต้องแบ่งกันเพียง 40% และยิ่งชี้ชัดว่าคน 1% บนสุดถือครองที่ดินมากถึงหนึ่งในสี่ของประเทศ ข้อมูลยังระบุว่า ครึ่งหนึ่งของประชากรไทยถือครองที่ดินไม่เกิน 1 ไร่ ขณะที่กว่า 22% ถือครอง 1-5 ไร่ และเพียง 26% ที่ถือครองมากกว่า 5 ไร่ ความไม่สมดุลนี้มีสาเหตุสำคัญจากการไม่มีภาษีที่ดินก้าวหน้า ทำให้ผู้มีทุนสามารถสะสมที่ดินไว้จำนวนมาก ต่างจากหลายประเทศที่ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือป้องกันการกระจุกตัว
ทั้งนี้ หากมีการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราก้าวหน้า เพื่อกระจายการถือครองให้ทั่วถึง พร้อมสนับสนุนการใช้โฉนดชุมชนและบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงธนาคารที่ดินเพื่อช่วยเหลือผู้ไร้ที่ดินทำกิน อย่างไรก็ตาม ปัญหายังซับซ้อนจากกรณีทับซ้อนระหว่างที่ดินรัฐกับเอกชน รวมถึงการบุกรุกพื้นที่ป่าและที่ดินของรัฐ นักวิชาการย้ำว่า แม้ประเทศไทยจะพยายามลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ แต่ในภาพรวมความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินและที่ดินยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลต้องมีนโยบายชัดเจนในการแก้ไขอย่างยั่งยืน
** กังวลกฎหมายเลือกปล่อยร้างมากกว่าปล่อยเช่า **
รองศาสตราจารย์ ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การกระจุกตัวของการถือครองที่ดินในประเทศไทย ชี้ว่าคนเพียงส่วนน้อยกลับถือครองที่ดินจำนวนมาก ขณะที่ที่ดินเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ สร้างความสูญเสียต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยการพัฒนาที่ดินมี 2 มิติที่ต่างกัน คือ การนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ทันที และการสร้างมูลค่าในระยะยาว แต่มักขัดแย้งกัน เช่น การเร่งใช้ที่ดินบางแปลงอาจทำให้มูลค่าเศรษฐกิจติดลบ ขณะที่การรอคอยโครงสร้างพื้นฐานหรือความเจริญเข้าไปถึง อาจสร้างมูลค่าได้มากกว่าในอนาคต
ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญ คือ ที่ดินบางแปลงอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ถนน น้ำ ไฟ หรืออินเทอร์เน็ต รวมทั้งลักษณะที่ดินบางประเภท เช่น ที่ดินตาบอด ที่ดินรูปทรงไม่เหมาะสม ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจได้จริง แม้กฎหมายภาษีที่ดินจะกำหนดให้เจ้าของที่ดินต้องนำมาใช้ประโยชน์ มิฉะนั้นจะเสียภาษีในอัตราสูงขึ้น แต่กลับก่อให้เกิดพฤติกรรม “ใช้ประโยชน์หลอก” เช่น ปลูกกล้วย ปลูกมะนาว หรือทำที่จอดรถ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีโดยแท้จริง
นอกจากนี้ กฎหมายไทยยังสร้างความกังวลให้เจ้าของที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองผู้เช่ามากกว่าเจ้าของ หรือกฎหมายครอบครองปรปักษ์ที่เปิดช่องให้ผู้บุกรุกยึดครองได้หลังอยู่ต่อเนื่อง 10 ปี ทำให้หลายคนเลือกเก็บที่ดินไว้เฉย ๆ แทนที่จะปล่อยเช่าหรือเปิดโอกาสให้ชุมชนใช้ประโยชน์ โดยภาครัฐควรมีบทบาทชัดเจนในการปรับปรุงกฎหมาย จัดรูปที่ดิน และเร่งพัฒนาสาธารณูปโภค เพื่อสร้างความมั่นใจและเพิ่มโอกาสในการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเพื่อลดปัญหาที่ดินรกร้าง และเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
** จ่อออกมาตรการที่ดินเพื่อชุมชน แต่ห้ามเปลี่ยนมือขายนายทุน ***
นายกลย์วัฒน์ สาขากร ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสำคัญด้านการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน ทั้งการกระจายการถือครองที่ไม่เป็นธรรม และการซ้อนทับของข้อมูลสิทธิ์ที่ดินระหว่างหน่วยงานรัฐกว่า 84 หน่วยงาน ภายใต้ 16 กระทรวง ซึ่งทำให้ที่ดินกว่าเกือบครึ่งประเทศไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ จากพื้นที่ประเทศประมาณ 320 ล้านไร่ หากรวมเอกสารสิทธิ์ของแต่ละหน่วยงานโดยไม่ตรวจสอบการซ้อนทับ จะพบว่ามีมากถึง 540 ล้านไร่ ซึ่งสร้างความทับซ้อนทางกฎหมายระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนถือครองที่ดินราว 130 ล้านไร่ แต่กลับกระจุกตัวอยู่กับคนเพียง 10% หรือประมาณ 7 ล้านคน
ทั้งนี้ ที่ดินคือปัจจัยพื้นฐานของการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การเข้าถึงสิทธิ์ที่ดินต้องทำควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และสังคมให้สมดุล โดยกำหนดบทบาทหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ การกระจายการถือครองอย่างเป็นธรรม และการพัฒนากลไกความรู้ควบคู่การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยปัจจุบัน สคทช. เดินหน้าพัฒนาระบบติดตามการใช้ที่ดินด้วยเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศ ร่วมกับ GISTDA เพื่อประเมินการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ คทช. และพื้นที่อื่น ๆ รวมทั้งตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงสาธารณูปโภค ติดตามการบุกรุกป่า การเผาเพื่อการเกษตร และพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ
นอกจากนี้ ยังเตรียมมาตรการกระตุ้นให้ภาคเอกชนนำที่ดินรกร้างกลับมาใช้ประโยชน์ พร้อมส่งเสริมการจัดที่ดินเพื่อชุมชน โดยให้สิทธิการใช้ระยะยาวไม่ต่ำกว่า 30 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ แต่ห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือสู่กลุ่มนายทุน สคทช. ย้ำว่าการแก้ปัญหาที่ดินต้องสร้างเอกภาพการทำงานของทุกหน่วยงาน พร้อมเชื่อมโยงกับแรงกดดันระหว่างประเทศ เช่น มาตรการของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้ผลผลิตทางการเกษตรต้องมาจากพื้นที่ถูกกฎหมายและไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลก และสร้างการพัฒนาที่ดินอย่างยั่งยืน



