นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ติดตามคุณภาพหนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอัตราการไหลของหนี้จากชั้นปกติไปสู่หนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ที่เปราะบางเดิมที่ได้รับแรงกระแทกซ้ำเติมจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น โดยกลุ่มธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ ได้แก่ ภาคก่อสร้าง เผชิญต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง, อสังหาริมทรัพย์ กำลังซื้อของประชาชนยังไม่ฟื้นตัวเพียงพอ, ธุรกิจโรงแรมและภาคการค้า มีการแข่งขันรุนแรง
สำหรับภาพรวมสินเชื่อในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาขยายตัว 2% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตถึง 6.6% ตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรับมือกับราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอียังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 โดยติดลบ 4.6% เนื่องจากธนาคารยังคงกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านเครดิต
สำหรับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 85.9% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานจีดีพีที่ปรับสูงขึ้นตามภาวะด้านราคา และยอดสินเชื่อรายย่อยที่ชะลอตัวลงตามพฤติกรรมการระมัดระวังการใช้จ่าย
อย่างไรก็ตามในส่วนของการจัดการหนี้เสีย ทางฝั่งธนาคารพาณิชย์เลือกที่จะใช้วิธีตัดขายหนี้ออกจากพอร์ตเพื่อให้คล่องตัวในการบริหารจัดการและตัดหนี้สูญบางส่วน ทำให้สัดส่วนหนี้เสียไตรมาสสองลดลงอยู่ที่ 2.82% จาก 2.85%
ขณะที่ในระยะข้างหน้า ธปท. ได้เตรียมมาตรการเสริมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การปรับเกณฑ์สนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ธนาคารสามารถลดค่างวดให้ลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพียงพอ ซึ่งมาตรการนี้จะถูกนำมาใช้ทันทีหากเห็นสัญญาณว่าการช่วยเหลือในปัจจุบันไม่สามารถหยุดการไหลของเอ็นพีแอลได้ หรือสถานการณ์เศรษฐกิจแย่ลงกว่าที่คาดการณ์ไว้
ธปท.ยืนยันเป็นการเตรียมความพร้อมไว้ หากสถานการณ์เลวร้าย เช่น การปรับลดค่างวดจากเดิมที่ต้องจ่าย 1,000 บาท ให้เหลือประมาณ 800 บาท หรือลดลง 20% เพื่อช่วยให้ลูกหนี้เบาตัวลง ซึ่งกระบวนการปรับลดอาจทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการลดดอกเบี้ย การพักชำระเงินต้น หรือการขยายระยะเวลาผ่อนชำระออกไป เพื่อให้ค่างวดในช่วงแรกต่ำลงแล้วค่อยไปเพิ่มในช่วงหลัง
ในกรณีที่ลูกหนี้ประสบปัญหาหนักจนการลดค่างวด 20% ยังไม่เพียงพอ สถาบันการเงินอาจพิจารณามาตรการแฮร์คัตหรือการลดหนี้ให้ตามความเหมาะสมจากการเจรจา
นอกจากนี้ ธปท. ยังดำเนินโครงการ SME Portal และการใช้ข้อมูลทางเลือกอื่น ๆ เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีที่มักจะติดปัญหาเรื่องความเท่าเทียมของข้อมูล ทำให้ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้เพราะประเมินความเสี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะช่วยลดการบิดเบือนของราคาและทำให้การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจมีความสมดุลมากขึ้น



