เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 3 ต.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (โฆษก ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อนุมัติการสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในส่วนของ ทบ.เป็นหน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่คงต้องสนับสนุนเรื่องของข้อมูล และต้องพิจารณาพื้นที่ รวมทั้งให้การสนับสนุน ในขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และเป็นนโยบายจากฝ่ายบริหารและกระทรวงกลาโหมด้วย เบื้องต้นเห็นชอบในหลักการของรั้วว่าควรจะทำ และดูความเหมาะสมในเรื่องของพื้นที่จะเป็นตรงไหนที่จะสามารถดำเนินการได้ก่อน บางพื้นที่มีความเรียบร้อยอยู่แล้วและไม่มีปัญหาอะไร อาจพิจารณาดำเนินการได้ ส่วนพื้นที่อื่นที่ยังต้องอาศัยกลไกของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ที่ต้องกำหนด โดยจะต้องเป็นคราวหลังที่จะสามารถทำได้
เมื่อถามว่าเบื้องต้นพื้นที่ที่เรียบร้อยแล้วมีประมาณกี่จุดที่สามารถทำได้เลย พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียดอีกที
เมื่อถามถึงการประชุม สมช.เมื่อวานนี้ (2 ต.ค. 2568) ว่าจะผลักดันชาวกัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว ตามหลักมนุษยธรรมจะต้องดำเนินการอย่างไร พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ตอนนี้ก็ดำเนินการตามหลักมนุษยธรรมอยู่แล้ว ซึ่งต้องควบคู่กันไปและทำอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ เมื่อเป็นการเผชิญหน้าของฝั่งประชาชนกับหน่วยงานราชการก็ต้องระมัดระวัง ถึงแม้เราจะรู้ว่าการชุมนุมของฝั่งกัมพูชาจะเป็นลักษณะการมีแบบมีแผน เป็นการจัดตั้งมา แต่เราก็ต้องมีมาตรการที่จะดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดภาพที่ไม่เหมาะสม หรือถูกนำไปใช้ขยายในเวทีต่างประเทศ แต่เรายืนยันว่าเราดำเนินการตามหลักมนุษยธรรม
พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ทั้งนี้ การดำเนินการในพื้นที่หนองหญ้าแก้วกับหนองจาน จะเป็นการดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เป็นลักษณะการเผชิญหน้ากันด้วยกำลังอาวุธ เหมือนพื้นที่อื่น ๆ ฉะนั้นเราจะเห็นลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติ ซึ่งจะมีการออกประกาศหรือแจ้งเตือน และมีการพูดคุยกับผู้รับผิดชอบในพื้นที่ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งจังหวัดสระแก้ว และจังหวัดบันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยกันแล้ว และแจ้งเตือนกันตลอดว่าฝ่ายกัมพูชาต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ทั้งหลักกฎหมายของประเทศและหลักสากล
พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า ฉะนั้นเรื่องของสิทธิมนุษยชน หากใครติดตามหลังมีสถานการณ์ เราเองก็คำนึงถึงเรื่องนั้นมาโดยตลอด และอีกสิ่งหนึ่งที่เราสังเกตคือพยายามทำให้เกิดเป็นภาพรุนแรง ก็อาจจะไม่บังเกิดผล เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกิดจากกลุ่มผู้ชุมนุมของฝั่งกัมพูชา ซึ่งตำรวจที่รับผิดชอบสถานการณ์ก็พยายามใช้ความระมัดระวังและไม่แสดงออกถึงท่าทีความรุนแรงที่เกินกว่าความเหมาะสม ซึ่งเป็นการรับมือในแบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่หน้างานแบบไม่ให้เกิดภาพรุนแรง
เมื่อถามว่าขั้นตอนในวันที่ 10 ต.ค. 2568 ที่จะผลักดันชาวกัมพูชา จะดำเนินการจากเบาไปหาหนักหรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในกรอบความรับผิดชอบของฝ่ายปกครอง ส่วนจะเริ่มดำเนินการผลักดันแน่นอนหรือไม่นั้น ก็ต้องอยู่กับพื้นที่อีกที ซึ่งต้องดูตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เชื่อว่าอะไรที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงเกินไป เราก็อาจจะมีวิธีการ แต่เรายืนยันว่าเราดำเนินการตามหลักการกติกาสากล และยึดตามกฎหมายประเทศไทยด้วย
ส่วนกรณีที่ระยะหลังมากัมพูชาชอบอ้างเรื่องหลักมนุษยธรรมและเรียกร้องให้ปล่อยตัวทหารเชลยศึกทั้ง 18 นายนั้น พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เชลยทั้ง 18 นาย เราดำเนินการตามหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ ตามหลักมนุษยธรรมสากล ซึ่งหากมีความกังวลก็สามารถจัดองค์กรสากลมาเยี่ยมเชลยเหล่านี้ได้ ที่ผ่านมาก็มีมาเป็นระยะ ซึ่งก็ไม่มีปรากฏเรื่องความกังวลของผู้ที่มาเยี่ยม และไม่มีความเห็นไปในทางที่เสียหาย แต่กลับกันเราได้รับคำชมด้วย โดยขณะนี้ความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันยังไม่สิ้นสุดลง แต่ยืนยันว่าหลักนี้เป็นหลักสากล ซึ่งเราได้ทำความเข้าใจและสื่อสารไปหลายครั้งแล้ว แม้ฝั่งกัมพูชาจะพูดซ้ำ แต่เราก็ยังยืนยันคำตอบเดิม



