เมื่อวันที่ 3 ต.ค. นายวีระยุทธ วรรณเลิศสกุล ที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้แทนกระทรวงทรัพยากรฯ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. …. ที่มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ เป็นประธาน กมธ. โดยเป็นการเข้าชี้แจงเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งมีการพิจารณาร่างกฎหมายเป็นรายมาตรา ร่วมกับตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ตนได้แสดงความเห็นในส่วนของมาตรา 5 ของ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ฉบับพรรคประชาชน ที่ระบุถึงการนิรโทษกรรมคดีที่ดินป่าไม้ ซึ่งจากการรับฟังเนื้อหาของร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับทั้งร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ฉบับพรรคประชาชน และร่าง พ.ร.บ.ยกเว้นความผิดฯ ฉบับ พรรคประชาชาติ ไม่ได้มีความแตกต่างกัน ดังนั้นการรวม 2 พ.ร.บ.นี้จึงไม่ใช่เรื่องยาก ในส่วนเนื้อหาเท่าที่ตนฟังมาจับประเด็นได้ว่าต้องการ 2 เรื่อง ประเด็นแรกคือการนิรโทษกรรมคดีป่าไม้ที่ถูกจับไปแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ชั้นไหนก็แล้วแต่ ทั้งพนักสอบสวน ศาล อัยการ คุมขัง หรือสิ้นสุดไปแล้ว ประเด็นที่สองคือเรื่องสิทธิในที่ดิน ดังนั้นการนำ 2 เรื่องมาปนกันจึงทำให้เกิดข้อถกเถียงขึ้น ซึ่งการนิรโทษกรรมที่เราต้องการช่วยเหลือราษฎรนั้น ตนคิดว่าที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นพ้องกัน ว่าไม่รวมนายทุน เราจะช่วยเฉพาะผู้ยากไร้ แต่เมื่อนิรโทษกรรมต้องคืนสิทธิให้ด้วยนั้น เป็นการดำเนินการเกินกว่าการนิรโทษกรรม เพราะกำลังพูดเรื่องป่าไม้ทับที่ทำกินหรือคนทับป่าซึ่งไม่ใช่เรื่องนิรโทษกรรม อีกทั้งเรื่องคืนสิทธิที่เขียนในกฎหมายเป็นการคืนสิทธิทุกคน ตนเห็นว่าเรื่องนิรโทษกรรมและคืนสิทธิต้องแยกออกจากกัน เพราะกรณีป่าไม้ทับที่ทำกินราษฎรไม่ได้โดนดำเนินคดีทุกราย จึงอย่านำมาปนกัน
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ที่สำคัญตนได้ชี้ให้ที่ประชุมเห็นว่าในมาตรา 5 ของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ มีปัญหาอย่างไร ซึ่งมาตรานี้เขียนถึงกรอบระยะเวลาการนิรโทษกรรม โดยเขียนว่าเหตุเกิดตั้งแต่ 30 มิ.ย. 41 จนถึงวันที่กฎหมายมีผลบังคับ แต่ในนี้มีเรื่องสิทธิที่ดินมาปนกับการนิรโทษกรรมคดีที่ดินป่าไม้ด้วย และกรอบเวลาไม่ใช่แค่ช่วงดังกล่าว เพราะเมื่อดูใน (1) ระบุว่าผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก่อนวันที่ประกาศเป็นพื้นที่สงวนหวงห้ามตามกฎหมายครั้งแรก ซึ่งตรงนี้คือเกินกว่ามติ ครม. 30 มิ.ย. 41 ออกไป ยกตัวอย่าง การจะนิรโทษกรรมคดีในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ 2507 แต่ก่อนหน้านั้นมีการประกาศพื้นที่สงวนหวงห้ามครั้งแรก คือตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและสงวนป่า 2481 ดังนั้นจึงต้องนับที่ปี 2481 ดังนั้นการที่เขียน (1) ไว้แบบนี้ ระยะเวลาจึงเกินกว่าแค่ 30 มิ.ย. 41 ซึ่งควรจะเป็นเรื่องการพิสูจน์สิทธิแต่กลับนำมาปะปนกัน
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ส่วนถามว่าการนิรโทษกรรมจะสิ้นสุดตรงไหน ก็ไม่รู้ เพราะร่างกฎหมายเขียนไว้ว่าจนกว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับ กฎหมายจะเสร็จเมื่อไร ม.ค. หรือ ก.พ. 69 ซึ่งท่านระบุว่าจะยุบสภาภายใน 120 วัน ดังนั้นมันจึงไม่ได้สิ้นสุดโดยยึดปี 2557 ในช่วงทวงคืนผืนป่าของ คสช. ตามที่ผู้เขียนกฎหมายระบุ ถางป่าวันนี้ก็อยู่ตาม พ.ร.บ.นี้ได้ ส่วนการอ้างว่าให้ยึดตามคำสั่ง 66/2557 ซึ่งคำสั่งนี้ออกมาเมื่อ 17 มิ.ย. 57 แต่ร่างกฎหมายระบุว่าจนกว่า พ.ร.บ.มีผลบังคับ ดังนั้นโดยสรุปคือกรอบระยะเวลาการนิรโทษกรรมต้องเขียนไว้ให้ชัดเจนกว่านี้
นายวีระยุทธ กล่าวต่อไปอีกว่า ขณะที่ในฉบับของพรรคประชาชาติ ก็เอาเรื่องการพิสูจน์สิทธิมาเป็นหลักเช่นกัน โดยระบุว่าให้ยึดตั้งแต่ก่อน 1 ธ.ค. 2497 ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินบังคับใช้ จะเป็นก่อนกรุงศรีอยุธยา หรือกรุงธนบุรี ถ้าเป็นแบบนี้หาตัวผู้กระทำผิดหรือหาคนติดคุกไป 3 ชั่วคนก็ยังไม่พบ จึงเป็นการเอาเรื่องการคืนสิทธิมาปนกับการนิรโทษกรรมเช่นกัน โดยยึดตามการการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน 2497 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 และ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2504 ซึ่งราษฎรบางส่วนอาจมายืนยันสิทธิในที่ดินไม่ทันในช่วงการประกาศกฎหมาย และทำให้เสียสิทธิไป ซึ่งในมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ยกเว้นความผิดฯ ของพรรคประชาชาตินี้ ยิ่งไปไกลกว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ของพรรคประชาชน ตนยืนยันว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายเราเห็นเหมือนกัน คือนิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า ดังนั้นจึงต้องระบุให้ชัดว่าตั้งแต่ 30 มิ.ย. 41-17 มิ.ย. 57 เกินเวลานี้ไม่นิรโทษกรรม จากนั้นค่อยไปพูดในเรื่องคืนสิทธิว่าอยู่ก่อนหรือหลังประกาศป่า
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ดังนั้นเพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.นี้เดินได้ และไม่มีข้อถกเถียง เพราะเอาเรื่องนิรโทษกรรมและคืนสิทธิมาปนกัน ทำให้นิยามต่างๆ ผิดไปหมด จึงเสนอต่อที่ประชุมไปว่า ต้องกำหนดกรอบเวลาการนิรโทษกรรมให้ชัด เขียนอย่างนี้ไม่ได้ สุดท้ายถางป่าวันนี้ก็ได้ที่ดิน ผิดเจตนาของท่านผู้ร่างกฎหมายไปหมด และจะกลายเป็นการส่งเสริมให้บุกรุกป่า นอกจากนี้ต้องดูคุณสมบัติของบุคคลที่จะได้รับการนิรโทษกรรมด้วย ดูเฉพาะคดีไม่ได้ เพราะเวลาฝ่ายป่าไม้จับดำเนินคดี พนักงานสืบสวน อัยการ ศาล ไม่ได้ผูกโบไว้ว่าสีเขียวคือผู้ยากไร้ โบสีแดงคือนายทุน มันเป็นคดีนาย ก. นาย ฮ. ปนกันไปหมด หากดูแค่คดีจะไม่มีทางแยกได้เลย ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้แนะนำในเรื่องนี้เช่นกัน จากนั้นจึงมาเขียนในเรื่องการคืนสิทธิ ว่าใครอยู่ก่อนหรือหลังประกาศป่า ซึ่งเป็นคนละส่วนกับเรื่องคดี
นายวีระยุทธ กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนพื้นที่ที่กระทรวงทรัพยากรฯ ดูแลนั้น และมีราษฎรอยู่อาศัย ในส่วนของกรมอุทยานฯ มีทั้งหมด 4.2 ล้านไร่ ส่วนกรมป่าไม้ มีพื้นที่ 12.5 ล้านไร่ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 9 แสนไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมดที่ราษฎรอยู่อาศัยทั้งดั้งเดิมและขยายออกพื้นที่ออกมา 17.6 ล้านไร่ หรือเกือบ 3 ล้าน ตร.กม. ซึ่งเป็นข้อมูลปีเมื่อ 2557 หลังจากนั้นไม่ให้แล้ว ส่วนการดำเนินคดีนับจากปี 2552-2568 มีจำนวน 7 หมื่นคดี เนื้อที่ 1.2 ล้านไร่ คิดเป็น 6.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนี่คือส่วนแรกที่คิดดีไซน์การนิรโทษกรรมกัน ส่วนเรื่องคืนสิทธิที่ต้องมีการพิสูจน์สิทธิต่อไปเป็นส่วนที่สองคือเนื้อที่ 17.6 ล้านไร่ข้างต้น จึงต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจน ทั้งคำนิยามและช่วงเวลาในการนิรโทษกรรม รวมทั้งต้องกำหนดเงื่อนไขต่างๆ
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ทั้งนี้เบื้องต้นที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 10 คน โดยมีนายไพโรจน์ พลเพชร กมธ. เป็นประธาน เพื่อพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวให้มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน อันมีผลเฉพาะชาวบ้านผู้เดือดร้อนเท่านั้น เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไขในมาตราอื่นๆ ทั้งในเรื่องคำนิยาม พื้นที่ และคุณสมบัติผู้ควรได้การนิรโทษต่อไป



