ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในโซน SX GRAND HALL พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ได้มาบรรยายธรรม เรื่องการปลูกป่าแบบมิยาวากิ
ท่านว.วชิรเมธี กล่าวว่า ได้มองปัญหาสิ่งแวดล้อมตามแบบอริยสัจสี่ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ) หาต้นเหตุปัญหา สาเหตุ และวิธีแก้ไข สภาพอากาศที่แปรปรวน เกิดผลกระทบ ทำให้น้ำในทะเลสาบบนเทือกเขาหิมาลัยเหือดแห้ง โลกรวนทำให้คนเจ็บป่วย ถ้าโลกไม่ปลอดภัย สิ่งมีชีวิตในโลกนี้ก็ไม่ปลอดภัย โลกที่ป่วยทำให้เกิดฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จากข้อมูลเมื่อปีที่แล้วในเดือนพ.ย.มีคนป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ถึง 37,000 คน มีชาวต่างชาติที่ตั้งใจมาปฏิบัติธรรมที่ไร่เชิญตะวัน บอกว่าไม่ควรเดินทางมาประเทศไทยระหว่างเดือนพ.ย.-เม.ย. ช่วงนี้ประเทศไทยไม่ปลอดภัย ฟ้าไม่เป็นสีฟ้ากลายเป็นสีหม่น
“นอกจากพื้นที่กลางแจ้งที่ไม่ปลอดภัยแล้ว โยมพ่อของอาตมาเข้าโรงพยาบาล หมอบอกว่าต้องใช้เครื่องฟอกอากาศ และไม่ได้ใช้เครื่องเดียวต้องใช้ถึง 2 เครื่อง แม้ในห้องพิเศษของโรงพยาบาลก็ยังไม่ใช่พื้นที่ปลอดฝุ่น”

ท่านว.วชิรเมธี กล่าวว่า ในปีที่แล้วพื้นที่ จ.เชียงรายเกิดน้ำท่วมหนักในรอบ 100 ปี เพราะไม่มีพื้นที่ป่าชะลอความเร็วของน้ำ สุดท้ายน้ำท่วมทั้งเมือง ที่แย่ไปกว่านั้น ขณะนี้น้ำในแม่น้ำกก ลำน้ำแม่สาย ลำน้ำรวก มีสารพิษ และกำลังลามไปที่แม่น้ำโขง เพราะแหล่งต้นน้ำของลำน้ำดังกล่าวเป็นที่ตั้งเหมืองแร่ทองคำมากกว่า 22 แห่ง เจ้าของเหมืองเป็นนักธุรกิจต่างชาตินอกจากนี้ยังส่งผลกระทบด้านการท่องเที่ยว ขณะนี้เรือล่องในลำน้ำกก จากจ.เชียงรายไปจ.ชียงใหม่ถูกยกเลิก เพราะทางการพิสูจน์พบว่า น้ำในแม่น้ำกกมีสารพิษ ทำให้ปลามีรูปร่างประหลาด ชาวบ้านไม่กล้าจับปลา
กลายเป็นว่าแม่น้ำกกป่วยไข้ ชาวบ้านไม่สามารถใช้ลำน้ำนี้ได้ แม้มีการประท้วงการทำเหมืองแร่ แต่ยังไม่ทำให้ยุติเพราะต้นทางของนักธุรกิจที่ก่อปัญหานี้อยู่ในประเทศที่ยิ่งใหญ่ เราอยู่ปลายน้ำไม่สามารถทำอะไรได้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในระดับโลกทุกประเทศได้รับผลกระทบ

ท่านว.วชิรเมธี ยังกล่าวอีกว่า ในระดับโลกป่าฝนลุ่มน้ำอะเมซอนกินอาณาเขตกว่า 8 ประเทศ และป่าฝนที่ถูกทำลายมากที่สุด อยู่ที่แถบประเทศบราซิล เชื่อหรือไม่ว่ามีการถางป่าทำเหมืองแร่ ทำอาหารสัตว์ การถางป่าจุดไฟเผาใช้เวลา 1 นาที กินพื้นที่กว้างเท่ากับ10 สนามฟุตบอล ป่าฝนซึ่งเป็นปอดของโลกถูกทำลายอย่างรวดเร็ว และเป็นเช่นนี้มายาวนาน แม้จะมีการประท้วงแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ป่าฝนถูกทำลายชั้นบรรยากาศถูกทำลายด้วย สุดท้ายมนุษย์คือผู้รับกรรม นี่คือสถานการณ์ที่เรียกว่า “ทุกข์” ยังไม่นับขยะในทะเลที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร วันดีคืนดีก็ลอยมาติดชายหาด“ “ทุกข์”คือสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย โลกร้อน โลกรวน โลกทรุด บนฟ้าอากาศเต็มไปด้วยมลพิษ “สุดท้ายโลกป่วย”
“สาเหตุโลกป่วยเมื่อใช้คำสั้นๆคือ “การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน” เพราะเราสูบดิน สูบฟ้า เอาปรนเปรอกิเลสของมนุษย์ และไม่คำนึงถึงผลกระทบข้างเคียง เราตัดไม้ทำลายป่าและทำสารพัดธุรกิจ ทรัพยากรทั้งหมดมาจาก ดิน น้ำ ฟ้า ป่าเขา ทำให้โลกฟื้นตัวไม่ทัน เพราะเราอยู่กับธรรมชาติอย่างไม่เคารพ ทั้งหมดเรียกว่าการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน”
ท่านว.วชิรเมธี กล่าวว่า มีนักปราชญ์คนหนึ่งพูดถึงมนุษย์ว่า เป็นเผ่าพันธุ์ที่วิกลจริตสิ้นดี เพราะมนุษย์กลับไปบูชาพระเจ้าซึ่งมองไม่เห็น แต่กลับทำลายธรรมชาติที่มองเห็นด้วยตาเปล่า โดยหารู้ไม่ว่าธรรมชาติที่เรากำลังทำลาย แท้ที่จริงเป็นพระเจ้าที่เราบูชา เป็นคำพูดที่ดึงสติได้ดี
นิโรธ” (การดับทุกข์) คือสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในโลกของเราในยุคสมัยของเรา รวมถึงคนรุ่นต่อไปที่ควรได้เกิดมาในสภาพแวดล้อม ดิน น้ำ ฟ้า ป่าเขาสมบูรณ์ แต่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร เราคงต้องใช้คำพูดว่า “เบาๆกับโลกหน่อย” ทุกวันนี้เรารุนแรงกับโลกเหลือเกิน คนทุกวันนี้ไม่ได้รุนแรงกับโลกทางกายภาพเพียงเท่านั้นแต่เรารุนแรงกับตัวเองและคนที่อยู่ตรงหน้าด้วย พระอาจารย์อ่านข่าวหมอที่ญี่ปุ่นสั่งจ่ายยาแบบใหม่ให้กับคนไข้ หมอค้นพบว่า มีคนป่วยจำนวนหนึ่งไปหาหมอ จ่ายยาให้เท่าไรไม่หาย เพราะคนเหล่านี้เสพโซเชียลมีเดียมาก หมอจึงจ่ายยาแบบใหม่ให้ไปชมงานศิลปะ ในอาร์ตแกลอรี่”
ท่านว.วชิรเมธีกล่าวว่า โซเชียลมีเดียสร้างความหยาบคาย ทำให้คนด่าเก่ง ใส่ร้ายป้ายสีคนเก่ง ทำให้ยอดคนเข้าไปดูมาก ทำแบบนี้เรียกว่า ทำธุรกิจบนความเดือดเนื้อร้อนใจ โดยใช้โซเชียลมีเดีย เป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพให้ตัวเอง เพื่อสร้างเดือดร้อนให้ประชาคมโลก คนที่เสพเรื่องราวแบบนี้ป่วย ยาแก้ปวดแบบธรรมดาเอาไม่อยู่ คนสร้างอัลกอริทึมพวกนี้ฉลาดมาก ทำให้คนเสพติด ถ้าเราเสพข้อมูลหยาบๆบ่อย ข้อมูลเหล่านี้ก็ขึ้นมา ในจิตวิทยาเชิงพุทธเรียกว่าเรา “เสพติดเวทนา” เราเสพติดแบบไหนสมองและจิตจะจำไว้แบบนั้น และเรียกร้องแบบเดิมกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ทำให้เราป่วยได้ เรากลายเป็นคนคิดพูดและแสดงออกรุนแรง เมื่อเรารับสิ่งหยาบเข้าไปทำให้ ทำให้จิตวิญญาณบาป สมองบาป คิดดีไม่เป็นนี่คือโรคแห่งยุคสมัย คนโบราณไม่เป็น คนป่วยด้วย “คนป่วยด้วย “โรคอารยธรรม” เพราะจิตใจเหินห่างสิ่งแวดล้อม

มีงานวิจัยออกมาว่าคนที่เหินห่างสิ่งแวดล้อมเท่าไรป่วยเท่านั้น เทรนการอาบป่ากำลังมา เพราะนำคนกับสิ่งแวดล้อมให้มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้นอยากให้โลกร่มเย็นเป็นสุขต้องเรียนรู้ที่จะ “เบาๆกับโลกหน่อย” ขณะเดียวกันเราต้องเบากับตัวเอง อย่ารบกับตัวเอง เพราะคนทุกวันนี้คาดหวังกับตัวเองสูง แม้การนั่งสมาธิอยากให้สงบเร็วๆ แต่เราไปสั่งจิตไม่ได้ “สมาธิไม่ใช่การรบกับจิต แต่เป็นการเฝ้าตามดูจิต จิตจะสงบเอง” เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโลกอย่างกัลยาณมิตร
พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ถ้าเราอยากให้โลกนี้อุดมสมบูรณ์เป็นสวรรค์บนดิน ให้เราปฏิบัติกับโลกอย่างกัลยาณมิตร แต่ที่ผ่านมากว่า 2500 ปีมนุษย์มีแนวคิดจะพิชิตธรรมชาติ อยากชนะดิน น้ำ ฟ้าป่า เขา นี่คือทัศนคติที่ผิดพลาดของคนทั้งโลก คนในประเทศตะวันตกมีทัศนคติพิชิตธรรมชาติ ทำให้ต้นไม้ขนาดใหญ่20คนโอบแทบไม่เหลือ ต้นไม้ถูกแปรรูปนำกลับไปยังประเทศมหาอำนาจ

ดังนั้นถ้าอยากอยู่กับโลกอย่างกัลยาณมิตรต้องแก้ตั้งแต่แนวคิดว่า “มนุษย์ไม่ใช่นายของโลก นายของธรรมชาติ นายของสิ่งแวดล้อม” แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล อยากให้ธรรมชาติสมบูรณ์ เลิกเอาคนศูนย์กลาง คำว่า “สิ่งแวดล้อม”คือคำพูดที่ไม่ถูกต้องเพราะความหมายคือเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง
“ตามหลักความจริงโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นศูนย์กลางของอะไร เพราะสรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกัน สิ่งหนึ่งมีเพราะสิ่งหนึ่งมี ทุกสิ่งเชื่อมร้อยกัน ไม่มีอะไรเป็นจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด”

ท่านว.วชิรเมธี กล่าวว่าถ้าเราทำดีหรือไม่ดีแรงกระเพื่อมกระทบทั้งโลก เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ผีเสื้อขยับปีก” หรือ บัตเตอร์ฟลาย เอฟเฟกต์“เช่นเดียวกับสงครามยูเครนกระทบทั้งโลก คนเผาป่าลุ่มน้ำอะเมซอนกระทบคนทั้งโลก นี่คือสิ่งที่ยืนยันว่าสรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกัน ต้องเลิกมองอะไรเป็นส่วนเป็นเสี้ยวตามที่นักวิชาการบางคนบอกถือว่าเป็นทัศนคติแบบวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่สมบูรณ์ ในหนังสือ เรื่องจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ หรือ THE TURNING POINT นำเสนอว่าทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่นั้นมาวงการวิทยาศาสตร์มององค์รวม อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์บอกว่าถ้าเรายังคิดแบบเดียวกับที่เราเจอปัญหา ไม่มีทางที่เราจะแก้ปัญหาได้
ดังนั้น “นิโรธ”คือ การมองโลกแบบองค์รวม สัตว์ มนุษย์ สิ่งแวดล้อมไม่ได้ถูกแยกออกเป็นส่วน การมองโลกแบบแบ่งส่วนเป็น “มิจฉาทิฐิ “ โลกคือดวงดาวที่แสนมหัศจรรย์ มนุษย์จะพยายามย้ายไปอยู่ดาวอังคารเพื่อแก้ปัญหา แต่ตราบใดคนยังไม่เปลี่ยนทัศนคติ โลกก็จะพังเหมือนเดิม

วิธีการปลูกป่าแบบมิยาวากิ เป็นความหวังของหลายๆประเทศทั่วโลก ที่จะสร้างป่าให้เกิดขึ้นได้ภายในช่วงชีวิต ประเทศไทยเมื่อ 34 ปีที่แล้ว โดย ดร. สิรินทร์ แก้วละเอียด นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ และป่าธรรมชาติ และภรรยา ดร.อนงค์ เป็นผู้ได้รับการถ่ายทอดความรู้จาก ศ. ดร. อาคิระ มิยาวากิ (Prof. Dr.Akira Miyawaki) นักพฤกษศาสตร์และสังคมพืช อาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติโยโกฮามา (Yokohama National University) ประเทศญี่ปุ่น
ท่านว.วชิรเมธี ยังกล่าวอีกว่า ท่านได้ไปเรียนรู้การปลูกป่าในการปลูกป่าแบบมิยาวากิ ในระยะเวลาสั้นๆที่ประเทศญี่ปุ่น ป่าแบบนี้เป็นความหวังในการกู้โลก ขณะนี้ไร่เชิญตะวันได้นำแนวคิดการปลูกป่าแบบมิยาวากิ มาปลูกป่าในพื้นที่

ดร.อนงค์ กล่าวว่า ศ. ดร. อาคิระ มิยาวากิ ท่านมีอายุยืนยาวถึง 93 ปีได้จากโลกนี้ไปแล้วเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เป็นผู้ส่งเสริมการปลูกป่าที่ประเทศญี่ปุ่นและทั่วโลก เป็นผู้ปลูกป่า 40 ล้านต้น เป็นผู้นำทีมอาจารย์ในมหาวิทยาลัย สำรวจพื้นที่ป่าในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตั้งแต่โอกินาวาไปจนถึงฮอกไกโด ศึกษาพืชทุกชนิดแล้วจัดทำเป็นสารานุกรมพันธุ์พืชของประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลา 10 ปีจึงได้พิมพ์เป็นหนังสือออกมา เมื่อได้ทำตรงนี้แล้วถือว่าเป็นองค์ความรู้สำคัญในการที่จะฟื้นฟูป่าทั้งประเทศญี่ปุ่นและทั่วโลก
หลังจากได้ศึกษาสังคมของพืชแล้ว ได้ความรู้ว่าถ้าเราปล่อยพื้นที่ป่ารกร้างเอาไว้ต้นไม้จะทดแทนกันด้วยต้นหญ้าไปจนถึงไม้พุ่ม ไม่ยืนต้นสูงสุดเป็นป่าใหญ่ นี่คือวิธีปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูเอง ใช้เวลา 200 ปี แต่ได้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมาใหม่ เรียกว่า “สังคมพืชแนวใหม่” หากต้องการฟื้นฟูป่าในช่วงชีวิตของเรา ให้ป่าเติบโตภายใน 10 ปี ได้ โดยวิจัยทดลองปลูกในในระยะเวลา 30 กว่าในช่วงที่ท่านมีชีวิตอยู่ จนพบว่าเราสามารถสร้างป่าได้ภายใน 10 ปี แล้วถ้าคัดเลือกพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับท้องถิ่น และป่าจะอยู่ได้ถึง 9,000 ปี จนถึงยุคน้ำแข็ง ในญี่ปุ่นจึงมีการส่งเสริมปลูกป่าพันปี ปลูกป่าเพื่อชีวิต
ดร.อนงค์ กล่าวว่า หลังจากท่านอาจารย์ มิยาวากิ ได้จากไปได้มีการสัมมนาทั่วโลกมีนักวิชาการมาหารือเรื่องจุดเด่นและข้อจำกัด และในที่สุดทางองค์การสหประชาชาติ (UN) ร่วมกับกลุ่มประเทศจี 20 ประกาศปฏิญญายาโกโฮมา ให้การสร้าง “ป่ามิยาวากิ”เป็นการส่งเสริมการปลูกป่าบนโลกใบนี้
“เมื่อ 34 ปีที่แล้วเราพยายามมาส่งเสริมการปลูกป่าแบบมิยาวากิในประเทศไทย ตอนนี้ได้ปลูกป่าไปแล้ว 61 แห่งทั่วประเทศไทย และทุกแห่งประจักษ์ชัดว่าเราสามารถสร้างป่าได้ภายใน 10ปี เมื่อมีโอกาสมาสร้างป่าที่ไร่เชิญตะวัน ปรากฏว่าภายใน 1ปีสามารถสร้างความหลากหลายได้เกิดขึ้น เน้นการปลูกไม้ท้องถิ่น ไม่ส่งเสริมการปลูกไม้ล้อม เพราะจะอายุสั้น เนื่องจากรากถูกตัดล้อมแล้วมาปลูก หากต้องการให้ต้นไม้อายุยืนยาว ควรเพาะต้นกล้าจากเมล็ดเมล็ด”ดร.อนงค์ กล่าว
ด้าน ดร.สิรินทร์ กล่าวว่า ความมุ่งมั่นที่จะปลูกป่าที่ประเทศไทย 34 ปีที่ผ่านมา เราสื่อสารกับคนน้อยมากประมาณ 20 -30 คนเท่านั้น วันนี้เป็นโอกาสที่ดีมาก นับเป็นเวทีที่คนสนใจการปลูกป่ามิยาวากิมากที่สุด และ ทุกคนที่มาเป็นกัลยาณมิตรที่ดี

เบื้องหลังการปลูกป่าแตกต่างจากที่อื่นคือการเลือกต้นไม้ ต้องเลือกไม้ที่เหมาะกับท้องถิ่น ช่น ไร่เชิญตะวันเป็นพื้นที่ของไม้สัก ในประเทศไทยทุกหมู่บ้านมักเป็นชื่อของต้นไม้ เช่นโพธิ์ ไทร ไกร กร่าง เหล่านี้เป็นต้นไม้ท้องถิ่น ต้องเตรียมดิน ทำดินให้อุดมสมบูรณ์ และต้องเป็นกล้าไม้ที่เพาะจากเมล็ดเพื่อได้รากแก้วที่อุดมสมบูรณ์ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศได้
หัวใจสำคัญของการปลูกป่าแนวนี้คือ ปลูกบนพื้นที่ขนาดเล็ก โดยในพื้นที่ 1 ตารางเมตรปลูกต้นไม้ 3-4 ต้น ปลูกคละกัน ปลูกไม้ยืนต้น และปลูกไม้รองลงมา อย่างน้อยได้ป่า 3 โครงสร้างและกล้าไม้ที่จะปลูกนั้นต้องมีอายุ 6 เดือนและก่อนที่จะปลูกนั้น ต้องเตรียมดินไถพรวนให้เป็นดินที่ร่วน อาจต้องเติมปุ๋ยลงไป เช่นเดียวกับการขุดหลุม ต้องใหญ่กว่ากล้าไม้ 5 เท่า ก่อนนำดินลงต้องตรวจดินที่อยู่ในถุงดำก่อนปลูกให้นำกล้าในถุงดำจุ่มลงไปน้ำจนในท่วม เพื่อให้น้ำแทนที่อากาศ ทำให้รากของกล้าไม้สัมผัสกับน้ำ แล้วบีบดินให้กระชับกับราก ส่วนการปลูกไม่เน้นให้รากลอยหรือจมเกินไป
“เมื่อคนได้เข้ามาในป่า เรียกว่าการอาบป่า ทำให้จิตใจของเราใกล้ชิดกับธรรมชาติสัมผัสกับธรรมชาติมากขึ้น ลดความเครียด เหล่านี้คือมรรคผลของการปลูกป่าแบบมิยาวากิ”ดร. สิรินทร์ แก้วละเอียด นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ และป่าธรรมชาติ กล่าว
ในช่วงชีวิตของคนเราจะได้เห็นการใช้พื้นที่ปลูกป่าแบบมิยาวากิ ที่ไร่เชิญตะวันในการอาบป่าสร้างกัลยาณมิตรที่ต่อกันระหว่างคนกับธรรมชาติ



