ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในโซน SX IDEALAB ได้มีการจัดเวทีเสวนาที่น่าสนใจในหัวข้อ “การออกแบบบ้าน เพื่อรับมือภัยพิบัติต่างๆ” โดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกแบบสถาปัตยกรรม ให้สามารถปรับตัวและรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป ตามบริบทของแต่ละภูมิภาคในประเทศไทย


ดร.กาญจน์ เพียรเจริญ ประธานกรรมาธิการสถาปนิกทักษิณ ได้กล่าวถึงความหลากหลายของภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ของไทย และชี้ให้เห็นว่าการออกแบบบ้านในปัจจุบัน ต้องตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่แค่ความอยู่สบายเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เคยเผชิญกับเหตุการณ์สึนามิ และปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ภาวะโลกร้อน ทำให้การออกแบบ ต้องเป็นแบบเฉพาะพื้นที่ (Site-Specific) ต้องคำนึงถึงทั้งภัยธรรมชาติ และการบริหารจัดการน้ำ สมาคมฯ จึงได้จัดกิจกรรมประกวดออกแบบบ้านรับมือภัยพิบัติในพื้นที่จริงที่จังหวัดปัตตานี โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงฝีมือ และได้ส่งต่อองค์ความรู้นี้ไปยังผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อนำไปประยุกต์ใช้

ด้าน สันธยา คชสารมณี ประธานกรรมาธิการสถาปนิกล้านนาภาคเหนือ ให้ข้อสังเกตว่า แม้ภาคเหนือจะประสบกับเหตุการณ์น้ำท่วม แต่น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว มีภูมิปัญญาเดิมของชาวล้านนาออกแบบบ้านใต้ถุนสูง เพื่อรับมือกับน้ำ แต่ในยุคหลัง พื้นที่ใต้ถุนบ้านถูกปรับเปลี่ยนเป็นห้องรับแขกหรือห้องครัว นอกจากนี้การไม่เปิดพื้นที่ว่างริมน้ำ เพื่อให้น้ำล้นตลิ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ที่อยู่อาศัย ต้องประสบปัญหาน้ำท่วม ขณะเดียวกัน หน่วยงานท้องถิ่นมักขุดลอกแม่น้ำ ในช่วงต้นฤดูฝนซึ่งทำได้ไม่เต็มที่ เป็นช่วงเวลาที่ต้องรีบใช้งบประมาณก่อนที่จะหมดปีงบประมาณ การขุดลอกที่เหมาะสมจึงควรทำในฤดูแล้ง เพื่อกำจัดตะกอนดินที่ไหลลงสู่แม่น้ำ เป็นสาเหตุให้คูคลองตื้นเขินน้ำระบายไม่ทันเมื่อถึงฤดูฝน ประกอบกับพื้นที่ป่าบนภูเขา โดยเฉพาะจังหวัดน่านเหลือน้อยลง ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ อย่างไรก็ตาม ปีนี้หน่วยงานท้องถิ่นได้เริ่มขุดลอกแม่น้ำมาตั้งแต่ฤดูแล้ง คาดว่าปัญหาอุทกภัยในภาคเหนือจะไม่รุนแรงนัก

ปกิต ห้างหว้า ประธานกรรมาธิการสถาปนิกอีสาน กล่าวว่า แม้ภาคอีสานจะเป็นที่ราบสูงและเคยแห้งแล้ง แต่ก็ประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นกัน ภูมิปัญญาอีสานสร้างบ้านโดยยกใต้ถุนสูงเพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนและใช้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรม นอกจากนี้ยังเลือกใช้วัสดุจากท้องถิ่น และออกแบบบ้านให้ตอบโจทย์สภาพอากาศที่ร้อนจัดและหนาวจัด เช่น การวางบ้านให้หลบลมหนาวตามภาษาอีสานที่ว่า “วางบ้านล่องตะเว็น” (คือการหันด้านยาวของบ้าน (ด้านจั่ว) ไปทางทิศเหนือ-ใต้ เพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดดในช่วงกลางวัน และไม่ให้ปะทะกับลมหนาวที่พัดมาจากทิศตะวันตกในช่วงฤดูหนาว)จะเห็นว่าช่องหน้าต่างของบ้านในอีสาน มักมีขนาดเล็ก เพื่อป้องกันลมหนาว

พูลชัย เรืองศิลปานันท์ ประธานกรรมาธิการสถาปนิกบูรพา กล่าวว่า ภาคตะวันออก-กลาง โชคดีที่ไม่มีภัยดินถล่มที่รุนแรง หรือน้ำท่วมหนัก เหมือนภาคเหนือและอีสาน แต่กลับเผชิญกับวิกฤตพลังงาน และมลพิษจากความเป็นเมืองและอาคารสูง การออกแบบในพื้นที่นี้จึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย EEC และเน้นการใช้ พลังงานสะอาด เช่น ระบบกรองอากาศ และการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อการอยู่อาศัยในสภาพอากาศร้อน และในอนาคต บ้านในพื้นที่ภาคตะวันออกในเขตชายแดนอาจต้องออกแบบเพื่อรองรับภัยสงคราม

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานการออกแบบอาคารที่ใช้งานจริง โดย พงศกร อ้นประดิษฐ จาก ATTA Studio ได้ออกแบบร้านอาหารบนเกาะพีพี ซึ่งเคยประสบภัยสึนามิ ในชื่อ “อาคารร่มไม้” สร้างขึ้นในจุดที่มีต้นไทรขนาดใหญ่บนเกาะ ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีเรื่องราวจากการเป็นศูนย์บัญชาการ และที่หลบภัยของผู้รอดชีวิตจากสึนามิ

อาคารนี้ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน โดยใช้ปูนให้น้อยที่สุด เนื่องจากต้องขนส่งจากฝั่งสู่เกาะ และเลือกใช้วัสดุในพื้นที่อย่างไม้ไผ่และเหล็ก เพื่อให้โครงสร้างเบาที่สุด เน้นความโปร่งเพื่อลดแรงปะทะของคลื่นสึนามิ พร้อมทั้งมีชั้น 2 สำหรับหลบภัยจากคลื่นสูง 3 เมตร โดยคำนวณจากความสูงของคลื่นในเหตุการณ์สึนามิที่ผ่านมา

สำหรับตัวอย่างผลงานนักศึกษาที่ออกแบบบ้านรองรับภัยพิบัติ ได้แก่ ผลงานของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคยะลา ในชื่อ “สะเทินบก สะเทินน้ำ” ภายใต้แนวคิดวิถีชีวิตที่หนีน้ำไม่ได้ โดยใช้โจทย์จากสภาวะอุทกภัยในชุมชนปะการัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมเกือบทุกปี

เนื่องจากเป็นทางผ่านของน้ำและมีปัญหาน้ำทะเลหนุน โดยมีระยะเวลาน้ำท่วม 3-4 วัน สูงสุด 9 วัน งานออกแบบนี้เน้นการสร้างศูนย์พักพิง โดยฐานและโครงสร้างของอาคารทำจากไม้ไผ่ทั้งหมดใช้ “ไผ่ซางหม่น”มีคุณสมบัติแข็งแรงทนทาน และเป็นพืชท้องถิ่น โดยคนในชุมชนสามารถช่วยกันสร้างได้ และในช่วงที่ไม่มีน้ำท่วม อาคารหลังนี้ยังทำประโยชน์ใช้เป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมของชุมชนได้ เช่น การจัดประชุม เล่นกีฬา บริเวณรอบศูนย์พักพิงมีการปลูกไม้ไผ่เพื่อนำมาใช้สอย พร้อมทั้งสร้างแพเพื่อปลูกผักและเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยังมี “แพทางเดิน” ที่เรียกว่า “แพลูกบวบ”ไว้สัญจรและจอดเรือ โดยชาวบ้านช่วยกันทำแพเตรียมไว้ก่อนที่จะเกิดน้ำท่วม สามารถนำแพไปทำรั้วกันสัตว์ รั้วบ้าน หรือกันสาดได้ก่อนได้



