เรียกได้ว่าเป็นอีกข่าวที่สร้างความตกใจและสะพรึง จนชวนตั้งคำถามขึ้นในใจใครหลายๆ คน หลังเกิดเหตุการณ์สิงโต “เจ้ามเหสี” ของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังหลุดทำร้ายเด็กวัย 11 ขวบที่กาญจนบุรี จนนำไปสู่คำถามสำคัญคือ กฎหมายที่เคยเปิดทางให้เลี้ยงได้ กำลังสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะมากเกินไปหรือไม่?
-เปิดใจ ‘อินฟลูฯ’ ล่ามสิงโตพลาด! หลุดกัดเด็ก ขอโทษผู้เสียหายพร้อมรับผิดชอบ-เยียวยาทุกอย่าง

ภัยเงียบจาก “สัตว์ป่าควบคุม” พัทยาและกาญจนบุรี
สิงโตอินฟลูเอนเซอร์ที่กาญจนบุรี
สิงโตเพศเมียชื่อ “มเหสี” ซึ่งเป็นของอินฟลูเอนเซอร์คนดัง หลุดออกจากบ้านและทำร้ายเด็กชายวัย 11 ขวบจนได้รับบาดเจ็บสาหัส รวมถึงเพื่อนบ้านที่เข้าช่วยเหลือก็ได้รับบาดเจ็บด้วย โดยเจ้าของแจ้งว่าได้ล่ามโซ่สิงโตไว้นอกกรงระหว่างการปรับปรุงกรง แล้วเกิดพลาดจนหลุดออกมา เป็นที่น่าสังเกตว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ เพิ่งเข้าตรวจสอบและมีคำสั่งให้เจ้าของปรับปรุงกรงให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น
สิงโตหลุดที่พัทยา
นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ก่อนหน้า เช่น กรณีชาวต่างชาติพาลูกสิงโตนั่งรถเปิดประทุนเที่ยวในเมืองพัทยา เมื่อเดือน ม.ค. 67 ปรากฏคลิปสิงโตหลุดเดินบนถนนที่ชลบุรี ซึ่งทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า แม้กฎหมายจะเปิดช่อง แต่ความรับผิดชอบและความเข้าใจในสัญชาตญาณสัตว์ป่ายังเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะอย่างแท้จริง

“สิงโต” ถูกกฎหมายกับสถานะ “สัตว์ป่าควบคุม ชนิด ก” และบทลงโทษ
ปัจจุบัน การครอบครองสิงโตในประเทศไทยถือว่า ถูกกฎหมาย ภายใต้กรอบของ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และระเบียบ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พ.ศ. 2565
-สถานะตามกฎหมายไทย
สิงโต (Panthera leo) ถูกจัดอยู่ในบัญชี “สัตว์ป่าควบคุม ชนิด ก” ซึ่งหมายถึงสัตว์ที่มีลักษณะนิสัยดุร้าย มีพฤติกรรมที่อาจสร้างความหวาดกลัว หรือเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของมนุษย์ ทำให้ต้องมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด โดยผู้ครอบครองต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และสิงโตต้องได้รับการฝังไมโครชิป
-สถานะตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ
สิงโตอยู่ในบัญชีที่ 2 ของ CITES ซึ่งต่างจากเสือโคร่งที่อยู่ในบัญชี 1 ทำให้การนำเข้าและส่งออกสิงโตสามารถทำได้หากมีเอกสารใบอนุญาตที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การซื้อขายและครอบครองสิงโตในไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว
บทลงโทษ
ตามกฎหมายกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ฝ่าฝืน โดยเฉพาะในประเด็นความหละหลวมในการดูแล ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 หากครอบครองสิงโตโดยไม่แจ้งให้ถูกต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 มาตรา 15 ปล่อยให้สัตว์ป่าคุ้มครอง (สิงโต) หลุดพ้นจากการดูแล มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มุมมองคนเลี้ยง “น่ารักเหมือนหมา-แมว”
อย่างไรก็ตาม “การเลี้ยงสิงโตในประเทศไทย” ผู้เลี้ยงหลายรายมักจะให้มุมมองว่า “เลี้ยงเขาได้ เพราะเขามีความขี้เล่น ความน่ารักเหมือนสุนัขหรือแมว” แต่ข้อเท็จจริงและคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม ไม่ว่าจะเป็น..
1.ความท้าทายในการดูแล
สถานที่เลี้ยง: กรมอุทยานฯ กำหนดให้ผู้เลี้ยงต้องมีสถานที่ขนาดกว้างขวาง (แนะนำมากกว่า 500 ตารางเมตร ต่อตัว) กรงต้องมั่นคงแข็งแรง และสูงไม่น้อยกว่า 3 เมตร ซึ่งผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ขาดความพร้อมนี้
โภชนาการ: สิงโตโตเต็มวัยต้องการเนื้อดิบประมาณ 5-7 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่หลักแสนบาทต่อเดือน
สัญชาตญาณ: คุณสดุดี พันธุ์ภักดี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าฯ เคยย้ำเตือนเอาไว้ว่า “สัตว์ป่ามันยังมีสัญชาตญาณของมันอยู่ มันไม่มีวันเปลี่ยนแปลงหรอก…สัตว์ป่าควรอยู่ในป่า”
2.ผลกระทบด้านสวัสดิภาพสัตว์
นอกจากความเสี่ยงต่อมนุษย์แล้ว สวัสดิภาพของสิงโตเอง ก็เป็นปัญหาใหญ่ในไทย
ภาวะเลือดชิด: การเพาะพันธุ์ในฟาร์มบางแห่งทำให้ลูกสิงโตเกิดมาอ่อนแอ มีปัญหากระดูกผิดรูป หรือเป็นดาวน์ซินโดรม
สภาพอากาศ: อากาศร้อนชื้นของไทยไม่เหมาะสมกับสิงโต ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อราที่ผิวหนังและโรคปอดอักเสบได้ง่าย
มลพิษทางเสียง: สิงโตมีเสียงคำรามที่ดังมากถึง 80-100 เดซิเบล และสามารถได้ยินไกลถึง 8 กิโลเมตร การเลี้ยงใกล้ชุมชนจึงสร้างปัญหาความรำคาญอย่างรุนแรง

สู่การทบทวนกฎหมาย
จากการเปิดเผยเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 68 โดย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า จากบัญชีการขออนุญาตเลี้ยงสิงโต ที่เอกชน ทั้งบุคคล และสวนสัตว์ ขออนุญาตมาที่กรมอุทยานฯ พบว่า มีทั้งหมด 85 ราย เป็น สวนสัตว์ 10 แห่ง เป็นเอกชนที่เพาะพันธุ์สิงโต 75 แห่ง รวมทั้งหมด 620 ตัวทั่วประเทศไทย
และจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ รวมไปถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญทั้งที่เกิดขึ้นล่าสุด ส่งผลให้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต้องพิจารณา ทบทวนระเบียบการแจ้งครอบครองสัตว์ป่าควบคุมชนิดดุร้ายทั้งหมด ซึ่งการทบทวนกฎหมายครั้งนี้จึงเป็นการหาจุดสมดุลระหว่างสิทธิของผู้ครอบครองเดิมกับ ความปลอดภัยของสังคม และ สวัสดิภาพของสัตว์ป่า ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งดำเนินการเพื่อยุติภัยเงียบจากสัตว์ป่าผู้ยิ่งใหญ่ในเขตชุมชน ท่ามกลางความกังวลและกังขาของประชาชน ที่ล้วนตั้งคำถามถึงการทบทวนระเบียบในครั้งนี้.. ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่กรมอุทยานฯ จะต้องยกเครื่องระเบียบการดูแลสัตว์ดุร้ายครั้งใหญ่ ก่อนที่จะเกิดการสูญเสียขึ้น?..



