นายบัลลังก์ทอง โฉลกดี อายุ 47 ปี ชาวบ้านแนงมุด (อดีตพรานป่า) หมู่ 13 ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เล่าว่า เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ตนนั้นเคยได้เข้าไปใน “ปราสาทคนา” ไปล่าสัตว์ป่า เพราะตนนั้นเคยเป็นนายพราน และได้เข้าไปยังฝั่งกัมพูชาได้ ตั้งแต่ 10 กว่าปีเข้าไปไม่ได้แล้ว เนื่องจากทางฝั่งกัมพูชาได้เข้ายึดทางเขตปราสาทไว้ ตนและชาวบ้านอื่นๆจึงไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปหาของป่าอีก เพราะทางกัมพูชาได้ลอบวางระเบิดไว้รอบแนวหน้าปราสาท ซึ่งที่ผ่านมาตนนั้นเห็นประสาทเหลือแต่ก้อนอิฐเหลือแต่ตอ ไม่คงสภาพความเป็นปราสาทไว้ให้เห็นเลย ซึ่งจริงๆตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายปราสาทแห่งนี้อยู่ในเขตของไทย และเป็นของไทย แต่ถูกกัมพูชาเข้ายึดครอบครองไว้ ตนนั้นอยากได้ปราสาทคืนเพราะเป็นมรดกของทางประเทศไทย แต่การเข้าถึงปราสาทนั้นเป็นไปด้วยยาก ด้วยสภาพที่ตั้ง และมีทหารกัมพูชาตรึงกำลังอย่างหนาแน่น

โดยผู้สื่อข่าวได้ขึ้นสำรวจบนยอดเขาแห่งหนึ่ง บนยอดจะเห็นทิว “เขาพนมดงเร็ก” หรือ พนมดงรัก ทอดยาวตลอดแนว ด้านล่างเป็นป่าพรรณไม้อุดมสมบูรณ์โดยผู้ที่เคยขึ้นมาบอกว่า “ปราสาทคนา” หากยืนตรงหน้าผา จะอยู่ด้านเกือบสุดทางขวามือ ซึ่งขณะนี้ต้นไม้ขึ้นสูงจนบดบังหมดแล้ว หากจะเข้าไปตามเส้นทางคงไม่ปลอดภัยแน่นอน

“ปราสาทคนา” สิ่งก่อสร้างที่คงเหลือไว้เพียงซากหินและศิลปะความสวยงาม เคยถูกกรมศิลปากรเข้าสำรวจมาแล้วเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งทาง อบต.แนงมุด เคยเสนอให้มีการพัฒนาเป็นแห่งท่องเที่ยว โดยเข้ามาสำรวจอีกครั้งแล้วก็เงียบหายไป หากถามชาวบ้านในรุ่นนี้แถบไม่มีใครเคยทราบชื่อ “ปราสาทคนา” เลย นอกจากรุ่นคุณปู่คุณย่า หรือพรานป่าที่เคยเดินทางไปหาของป่า และเยี่ยมชมปราสาท เมื่อไม่ต่ำกว่า 60 ก่อนเท่านั้น
อย่างไรก็ตามต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ เข้ามากำกับดูแล เพื่อทวงพื้นที่และมรดกของประเทศไทย รักษาอธิปไตยไทยทุกตารางนิ้ว



