เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 69 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เดินทางเข้าพบศูนย์ประสานองค์กรเครือข่ายแรงงานคัดค้าน “สูตร CARE” นำโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) เพื่อเข้ายื่นหนังสือขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 ก.ค. เรื่องร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. … ตามที่ รมว.แรงงาน ได้เสนอต่อที่ประชุม ครม. ซึ่งเป็นสูตรคำนวณการจ่ายเงินบำนาญชราภาพ ของประกันสังคมแบบใหม่ที่รู้จักกันโดยทั่วกันคือ “สูตร CARE” ที่สูตรดังกล่าว ต้องการยกระดับบำนาญชราภาพ ให้แก่ผู้ประกันตนมาตรา 39 กว่า 1.6 ล้านคน แต่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนในมาตรา 33 ถึง 12 ล้านคน ซึ่งก่อนหน้านี้ ขบวนการแรงงาน ได้เข้าพบ รมว.แรงงาน พร้อมทำจดหมายคัดค้านออกแถลงการณ์ และยังยื่นเป็นข้อเรียกร้องเพื่อให้หยุดกระบวนการไว้ เพื่อหาทางออกให้ดีที่สุด และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนในมาตรา 33 แต่ข้อเรียกร้องไม่เป็นผล จนถึงขั้นนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. 

โดยนายจุลพันธ์ กล่าวว่า จะนำข้อเรียกร้องนี้ส่งไปยังนายกรัฐมนตรี และ ครม. สิ่งที่เราต้องทำ คือต้องมานั่งคุยกัน นำข้อมูลมากาง และสุดท้ายเมื่อนายกฯ ได้รับหนังสือ และสั่งให้กระทรวงแรงงาน ทำการตรวจสอบใหม่ เราก็จะทำการดูรายละเอียด และหากมีข้อมูลเพิ่มเติมอะไร จะนำกลับมาพิจารณาเป็นอำนาจของ ครม. ไม่ใช่ตนที่จะหยุดได้ เนื่องจากเรื่องนี้ผ่านมติที่ประชุม ครม. แล้ว อย่างไรก็ตาม พร้อมที่จะเปิดให้ทุกคนมานั่งพูดคุยเอาข้อมูลมาดูว่า ขบวนการที่เกิดขึ้นมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ เพื่อที่จะนำข้อมูลทั้งหมด มาเปิดให้ชัดเจน ทั้งนี้สูตรใหม่ที่หลายคนเชื่อว่ามีผลกระทบนั้น มองว่าไม่กระทบมาก หรือไม่กระทบเลย เพราะมีเรื่องของการคิดคำนวณระยะเวลา ที่ปรับจากหลักปีเป็นหลักเดือน และการปรับฐาน ให้เป็นค่าปัจจุบัน ตัวเลขนี้ส่งผลให้เราได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะฉะนั้นตัวเลข ไม่ได้มีผลกระทบมาก ซึ่งตรงนี้เราต้องมาดูกัน สุดท้ายแล้วจะสั่งการอย่างไรก็อยู่ที่ ครม.

ขณะที่นายสาวิทย์ กล่าวภายหลังเข้าหารือกับ รมว.แรงงาน ว่า สูตรนี้เราได้คัดค้านมาโดยตลอด เพราะกระทบต่อผู้ประกันตนในมาตรา 33 และจุดยืนของเราชัดเจน หากกลุ่มคนใดหรือมาตราใด ได้ประโยชน์เราก็ไม่ขัดข้อง แต่วิธีการคิดแบบใหม่นั้น ยากต่อการคำนวณ และมีคนจำนวนมากกว่า 10 ล้านคน ที่เสียผลประโยชน์ ซึ่งเราไม่เห็นด้วย ที่ผ่านมาเราก็ได้เดินทางไปยังกระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อหาวิธีในการพูดคุย ก่อนที่จะมีการนำเสนอต่อที่ประชุม ครม. แต่ท้ายที่สุดผลที่เราพยายามเรียกร้องไป ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง มีมติออกมาเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา วันนี้เราจึงรวมตัวกัน เพื่อต้องการให้รัฐบาลทบทวนมติ ครม. หยุดกระบวนการนั้นก่อน ที่สำคัญคือต้องไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ประกันตนเดิม รัฐบาลไม่ควรไปลิดรอนสภาพการจ้างเดิมที่มีอยู่แล้ว สูตรใหม่ วิธีการใหม่ รูปแบบใหม่ ก็ว่ากันไป แต่ที่สำคัญคือรูปแบบประกันสังคม ไม่ใช่ประกันภัย ซึ่งผู้ประกันตนทุกคน ต้องอยู่ได้ในสังคมปัจจุบัน แต่อย่าเอาหลักประกันภัยชั่วครั้งชั่วคราวมาคิด คิดว่าเป็นหลักการที่ผิด เพราะประกันสังคมนั้น ต้องการให้คนที่อยู่ในหลักประกันสังคม เมื่อเกษียณอายุงานแล้ว ให้อยู่ในสังคมภายใต้เศรษฐกิจ ได้มีชีวิตอย่างมีคุณค่าของความเป็นมนุษย์ จึงเสนอให้รัฐมนตรีนำเรื่องนี้ ไปให้รัฐบาลทบทวน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การหารือในวันนี้เป็นที่พอใจหรือไม่ นายสาวิทย์ กล่าวว่า ไม่น่าพอใจ เพราะหลายคนพูดแล้วว่า ทำไมเรื่องนี้ไม่มีการคุยกันก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. แต่หลังจากที่เรามาวันนี้ เราก็เสนอว่าให้หยุดเรื่องนี้ก่อนได้หรือไม่ หรือชะลอไปก่อน เพื่อกลับมาคุยกันก่อน แต่ทาง รมว.แรงงาน เอง ก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องของตนแล้ว แต่เป็นเรื่องของรัฐบาล และเรื่องของนายกฯ เนื่องจากผ่านมติที่ประชุม ครม. แล้ว ดังนั้นมองว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะถูกต้อง และควรจะหยุดไว้ก่อน และหากเรื่องนี้ไม่มีความคืบหน้า วันที่ 4 ส.ค. เราจะชวนพี่น้องแรงงานที่อยู่ในมาตรา 33 ที่เสียประโยชน์ เดินทางมาเรียกร้องต่อรัฐบาลอีกครั้ง ส่วนตัวคิดว่ารัฐบาลและรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ควรที่จะฟังเสียงของประชาชน ฟังเสียงของคนส่วนใหญ่ว่า มีความคิดเห็นเป็นอย่างไร