สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐเป็นประเทศที่มี “กฎหมายปราบปรามการจลาจล” หรือกฎหมายปราบปรามการก่อกบฏ ฉบับปี 2350 ซึ่งรัฐบาลพร้อมบังคับใช้กฎหมายนี้ “หากมีความจำเป็น”


แม้ทรัมป์กล่าวถึงเรื่องนี้มานานระยะหนึ่งแล้ว แต่ผู้นำสหรัฐพูดเรื่องนี้บ่อยครั้งขึ้น นับตั้งแต่ศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งชั่วคราว ระงับคำสั่งของทรัมป์ ในการส่งเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิลงพื้นที่เมืองพอร์ตแลนด์ ในรัฐออริกอน ทว่าผู้พิพากษาอีกคนยังคงอนุญาตให้มีการส่งเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เข้าสู่เมืองชิคาโก ในรัฐอิลลินอยส์ โดยในระหว่างนี้จะมีการไต่สวนเต็มรูปแบบควบคู่กันไปด้วย


ขณะที่นายเจ.บี. พริตซ์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์พยายามสร้างความวุ่นวาย ความหวาดกลัว และความสับสน ให้กับประชาชนในเมืองชิคาโก ด้วยการใช้กลยุทธ์สลายการชุมนุมต่อต้านเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ไอซีอี) ด้วยการใช้ความรุนแรง เพื่อปูทางสู่การใช้อำนาจส่งเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเข้ามา


ด้านนางคริสตี โนเอม รมว.ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ ประกาศให้เมืองชิคาโกเป็น “เขตสงคราม” เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับการประกาศคำสั่งฝ่ายบริหารของผู้นำสหรัฐ ในการส่งเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเข้าสู่พื้นที่ เพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง ปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรม และคุ้มครองเจ้าหน้าที่และทรัพย์สินของรัฐบาลกลาง


อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกัน จัดทำโดยสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พบว่า 58% ชาวอเมริกัน คัดค้านการส่งเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปยังเมืองแห่งใดก็ตามในสหรัฐ


อนึ่ง กฎหมายปราบปรามการจลาจล มักก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสมดุลของอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางกับส่วนท้องถิ่น และระหว่างกองทัพกับการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศ

เพื่อใช้อำนาจภายใต้กฎหมายนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐต้องออก “ประกาศ” เพื่อสั่งให้ผู้ก่อการจลาจลหรือผู้ที่ขัดขวางกฎหมาย ยุติและถอยกลับไปอย่างสันติ ภายในระยะเวลาที่กำหนด.

เครดิตภาพ : AFP