เมื่อวันที่ 7 ต.ค. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข แถลงภายหลังการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ร่วมกับจังหวัดเพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม จากอิทธิพลของพายุบัวลอยและแมตโม ว่า ขณะนี้มีรายงานพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรวม 64 อำเภอ 273 ตำบล 1,801 หมู่บ้าน ใน 19 จังหวัด มีผู้เสียชีวิต 15 ราย สาเหตุหลักจากการพลัดตกน้ำและถูกน้ำพัด ผู้สูญหาย 1 ราย และบาดเจ็บ 98 ราย ส่วนสถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบสะสม 33 แห่ง แบ่งเป็น รพ.สต. 28 แห่ง, โรงพยาบาล 4 แห่ง (รพ.แม่สะเรียง, รพ.สบเมย, รพ.ตรอน, รพ.สมเด็จพระยุพราชสะพานหิน) และ สสอ. 1 แห่ง ในจำนวนนี้ ปิดบริการ 1 แห่ง คือ รพ.สต.ผักขวง จ.อุตรดิตถ์ ปิดบางส่วน คือ รพ.สต.น้ำไคร้ จ.อุตรดิตถ์ ที่เหลือ 31 แห่ง ยังคงให้บริการได้ตามปกติ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ส่งทีมเข้าซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์ที่ชำรุดเสียหาย ระบบไฟฟ้า ยานพาหนะ ระบบน้ำสะอาด และระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงตรวจสอบความปลอดภัยอาคารสถานที่ เพื่อไม่ให้บริการทางการแพทย์ต้องหยุดชะงัก พร้อมทั้งปรับบริการให้ประชาชนเข้าถึงได้ต่อเนื่อง มีการจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินในพื้นที่ที่ถูกตัดขาด ทีมแพทย์ดูแลในจุดอพยพ สนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น รวม 98,334 รายการ และส่วนกลางเตรียมสนับสนุนเพิ่มเติมตามได้รับการร้องขอ

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันเพื่อให้การช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมีข้อสั่งการ ประกอบด้วย 1.จังหวัดน้ำลด/คลี่คลาย ประกอบด้วยน่าน อุตรดิตถ์ และบางพื้นที่สุโขทัย โดยเร่งฟื้นฟูสถานบริการที่ถูกน้ำท่วม ประสานศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพประจำเขตร่วมตรวจสอบ และเฝ้าระวัง ควบคุมป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วม, ให้ติดตามดูแลสุขภาพจิตกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง ผู้ป่วยฟอกไต เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานในพื้นที่ได้ให้การดูแลแล้ว 3,787 คน เป็นผู้สูงอายุ 2,539 คน ฟื้นฟูอนามัยสิ่งแวดล้อม เช่น แหล่งน้ำผิวดิน ระบบสุขาภิบาล ร่วมกับหน่วยงานปกครองท้องถิ่น

2.จังหวัดที่น้ำยังท่วม ประกอบด้วย สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก อ่างทอง เพชรบูรณ์ โดยให้รักษาความต่อเนื่องของบริการสาธารณสุข โดยจัดหาและสำรองยา เวชภัณฑ์ให้เพียงพอ จัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่/หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉิน ในพื้นที่ที่ถูกตัดขาดและศูนย์อพยพ ป้องกันผลกระทบที่อาจมีต่อโรงพยาบาล เช่น ระบบไฟฟ้า เครื่องปั่นไฟ ระบบน้ำสะอาด และระบบบำบัดน้ำเสีย และเตรียมอพยพผู้ป่วยหนักในพื้นที่เสี่ยงสูงไปยังพื้นที่ปลอดภัย/รพ.สนาม

3. จังหวัดรอรับน้ำเพิ่ม ประกอบด้วย ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กทม. สมุทรปราการ โดยให้สถานบริการในพื้นที่ลุ่มต่ำ/นอกคันกั้นน้ำ เตรียมพร้อมขนย้ายเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ขึ้นที่สูง เตรียมจุดอพยพด้านการแพทย์และบริการปฐมพยาบาล ทบทวนแผนอพยพผู้ป่วยไปยังพื้นที่ปลอดภัย และ 4. ให้ทุกจังหวัดติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำป่า น้ำล้นตลิ่ง จากอิทธิพลของพายุ “แมตโม” จนกว่าเหตุการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ หากสถานการณ์ขยายเพิ่มจนส่งผลกระทบรุนแรง จะเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขในระดับกระทรวง เพื่อสนับสนุนทีมปฏิบัติการฉุกเฉินและทรัพยากรจากส่วนกลางเพิ่มเติม.