มาล่าสุดวันที่ 20 เม.ย.69 ก็ ปิดปากไม่ตอบ ทำท่ารูดซิปปาก ตอนถูกถามเรื่องขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น ร้อยละ 75 หรือไม่ ขณะนี้มีกระแสข่าวกู้เงินเพิ่ม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหนาหู ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นวงเงินห้าแสนล้านบาทหรือไม่

ดังนั้น “นายกฯหนู” ต้องระวังการ “ปิดหู-ปิดปาก“ จะถูกครหาว่าหนีปัญหา และสุดท้ายคือประชาชนไม่รู้ว่า รัฐบาลได้ทำอะไรในภาวะปัญหาหลายด้านรุมเร้า ความไว้วางใจต่อรัฐบาลก็จะค่อยๆ ลดลง ตอนนี้นอกจากเรื่องเศรษฐกิจ ก็มีประเด็นอ่อนไหวทางชายแดนใต้และชายแดนเขมร ที่ฮึ่มๆ กันอยู่ไม่รู้ว่า สถานการณ์จะถูกกระพือขึ้นให้รุนแรงเมื่อไร สิ่งที่น่าสนใจคือ การมอบนโยบายจัดทำงบประมาณปี 70 ต่อหน่วยราชการ ที่ให้รัดเข็มขัด แต่ยังยืนยันความสำคัญของยุทโธปกรณ์ปกป้องประเทศ

“นายกฯหนู” กล่าวในงานช่วงท้ายว่า “เรื่องการดูแลความมั่นคงในประเทศ การดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องมีความพร้อม ต้องไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามของเราคิดว่าเขาสามารถจะมารุกรานประเทศของเราเมื่อไรก็ได้ ซึ่งการเตรียมความพร้อมทางด้านนี้ ขอให้ทางกองทัพและสำนักงบประมาณได้วางแผนไว้เป็นอย่างดี เพราะหากมีเรื่องการสู้รบแต่ละครั้ง สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องสร้างความมั่นใจคือเรามีศักยภาพมีแสนยานุภาพเพียงพอที่จะปกป้องอธิปไตยของแผ่นดิน รวมถึงศักดิ์ศรีของไทย“

“นายกฯหนู” เน้นย้ำว่า “แผ่นดินที่เป็นของคนไทยที่เป็นของประเทศไทย จะต้องปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศไทยเท่านั้น ฉะนั้นขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปกป้องดินแดนของพวกเรา” ใจความก็คือ พื้นที่ไหนที่เป็นแผ่นดินไทย จะมีใครไปแอบอ้างว่า เป็นพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ ซึ่งก็อย่างที่เราทราบว่า พื้นที่ที่มีปัญหามากคือชายแดนไทย-เขมร ล่าสุดเขมรเหิมเกริมอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม

สถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร มีโอกาสประทุได้เสมอ ความขัดแย้งเรื่องการอ้างแผนที่คนละฉบับ จะทำให้การเจรจาปักปันเขตแดนไม่ง่าย เขมรพยายามเร่งให้เจรจาในกรอบ JBC แม้ไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการ เชื่อว่า เขมรไม่ต้องการให้ปลุกแนวคิดเสียดินแดนมาต่อต้านตระกูลฮุนในช่วงเลือกตั้งเขมรปี 2570 ขณะเดียวกัน กระแสชาตินิยมถูกปลุกขึ้นอย่างต่อเนื่องในหมู่ประชาชน 2 ชาติ ยิ่งทำให้การปักปันเขตแดนยิ่งอ่อนไหวที่รัฐบาลจะเสียเปรียบไม่ได้

ส่วนพรมแดนธรรมชาติด้านภาคใต้ก็มีปัญหาหลัง “บิ๊กยูร”พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์สื่อ ในทำนองต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการลงพื้นที่ตรวจดูการเรียนการสอนในโรงเรียนปอเนาะหรือตาดีกา เพื่อป้องกันไม่ให้ “บ่มเพาะแนวคิดในเชิงไม่พึงประสงค์” ประกอบกับการพูดปิดไมค์กับสื่อ เรื่องคดียิง“แบแว”กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ( ปช.) ว่า “ถ้าเป็นผมทำนะ ไม่ปล่อยให้รอด” เพื่อชี้ถึงความเป็นมืออาชีพของผู้ก่อเหตุ

เรื่องนี้ทำเอาสถานการณ์ชายแดนใต้ถูกเร่งอุณหภูมิ มีผู้เรียกร้องให้ย้าย พล.ท.นรธิป ออกจากพื้นที่ มีมวลชนออกมาแสดงท่าทีกดดัน ขณะเดียวกันมีกลุ่มที่ออกมาไม่เห็นด้วยกับกลุ่มต่อต้านแม่ทัพภาคที่ 4 ก่อนที่เรื่องจะขยายไปไกล “นายกฯหนู”ลงพื้นที่เคลียร์ใจด่วน แต่ก็ยังมีความเป็นห่วงว่าจะสถานการณ์ในพื้นที่เปราะบาง ในวันที่ 20 เม.ย. มีรายงานข่าวการก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่แต่ยังไม่รุนแรงมาก ทำให้สถานการณ์ชายแดนสองด้าน เป็นความท้าทายของรัฐบาล

การเตรียมพร้อมด้านเครื่องมือยุทโธปกรณ์ ไม่ใช่อะไรที่จะเพิกเฉยได้ ไทยรักสงบ เราเน้นเรื่องการเจรจา เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย แต่ฝ่ายตรงข้ามคิดจะใช้วิธีเดียวกันหรือไม่ ส่วนความพร้อมด้านอาวุธก็เพื่อลดความสูญเสียของเจ้าหน้าที่และพลเรือนไทย รักษาเกียรติภูมิประเทศ การต่อต้านการซื้ออาวุธ“บางที”ถูกปั่นมาจากกลุ่มที่ไม่หวังดีต่อประเทศหรือไม่ ตรงนี้ต้องไปพิจารณาเบื้องหลังคนค้านดู ที่สำคัญ เมื่อรู้ความจำเป็น เวลามีคำถาม “นายกฯหนู” ก็ต้องชี้แจงไม่ใช่ทำสงวนวาจา

อย่าลืมว่า “สงครามข่าวสาร” ก็สำคัญ โดยเฉพาะ“ทีมโฆษกทั้งรัฐบาล – กองทัพ – กอ.รมน.” ก็ต้องเท่าทันกระแส มีข้อมูลพร้อมสู้กลับทันที !!