มาถึงวันเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยสื่อมวลชนได้รับแจ้งหมายข่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะเปิดตัวผู้ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามของพรรค พร้อมทั้งโชว์วิสัยทัศน์ พร้อมเปิดตัวผู้ลงสมัครเลือกตั้ง สก.ทั้ง 50 เขต อย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 16 พ.ค. 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 พรรค ปชป. โดยก่อนหน้านั้น มีข่าวว่า มี 2 แคนดิเดตที่เป็นทางเลือกคือ 1. นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีต สส.กทม. เขตคลองเตย ของพรรค ปชป. และเคยไปร่วมกับอีกหลายพรรคการเมือง 2.นายพิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา ที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร LINE Plus ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ LINE Thailand และยังเคยเป็นอดีตเลขานุการของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. ด้วย ซึ่งดูโปรไฟล์ จะมีความเหมาะสมกับยุคสมัย เพราะมีความเชี่ยวชาญเรื่องไอที และในทางการเมืองดูจะยังไม่บอบช้ำ

แต่ล่าสุดมีรายงานว่า พรรค ปชป.จะเปิดตัว “นายอนุชา” หลังไปปรากฏตัวในงานของพรรค เกี่ยวกับ AI ที่โรงงานยาสูบมาแล้ว โดย “นายพิเชษฐ์” ไม่สามารถลงสมัครได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขสัญญากับไลน์ แม้พรรค ปชป.จะทาบทามนายพิเชษฐ์ มาตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง สส.เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาก็ตาม ส่วน “นายอนุชา” ลาออกจากพรรค ปชป.หลังเลือกตั้งปี 2562 ที่สอบตก โดยมีการลาออกไปอยู่กับรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ตามคำชักชวนของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ สมัยเป็น รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งเคยอยู่พรรค ปชป. จากนั้นก็ไปเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และตอนเลือกตั้งปี 2566 นายอนุชาก็ไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โดยได้เป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรค รทสช. และการเลือกตั้งปี 2569 ที่ผ่านมา ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แต่อันดับยังไม่ถึง จึงยังไม่ได้เป็น สส. และเพิ่งลาออกจากพรรค ภท. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับ นายอนุชา เป็นลูกเขยของ ร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา อดีตผู้ว่าฯ กทม. ยุคพรรคพลังธรรม (พธ.) มีธุรกิจส่วนตัว เช่น เจ้าของบริษัท เมโทรเอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมชีนเนอรี่ จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องจักรกลหนักรายใหญ่ของเมืองไทย เป็นต้น

ต้องยอมรับด้วยชื่อชั้น “นายอนุชา” เป็นรองทั้ง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน และ “ดร.โจ” นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชน (ปชน.) เว้นแต่ว่าจะมีทีเด็ดอะไรมาใช้ในการหาเสียงได้ จนทำให้เป็นแรงดึงดูดให้ชาว กทม. หันมาเทคะแนนให้

ด้านความเคลื่อนไหวของนายชัชชาติ กับการลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง แหล่งข่าวใกล้ชิดนายชัชชาติ เปิดเผยว่า นายชัชชาติเตรียมลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เพื่อลงสมัครรับเลือกอีกสมัย โดยจะประกาศผ่านไลฟ์สดช่องทางออนไลน์ส่วนตัว ซึ่งคาดเป็นวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค.นี้ จากนั้นจะใช้เวลาพักผ่อน โดยนายชัชชาติ เคยกล่าวไว้ว่าหลังหมดวาระจะเดินทางไปหาบุตรชายที่สหรัฐ ก่อนจะถึงวันสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. วันที่ 28 พ.ค. 69 ซึ่งจะมีการเปิดตัวทีมรองผู้ว่าฯ กทม. พร้อมทีมงานในวันนั้นเลยทีเดียว โดยส่งหนังสือลาออกไปยังกระทรวงมหาดไทยภายในวันที่ 15 พ.ค.นี้  ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อนายชัชชาติ ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. จะส่งผลให้ทีมผู้บริหาร กทม.ฝ่ายการเมืองทั้งหมดสิ้นสภาพตามไปด้วย โดยในระหว่างการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จนกระทั่งได้ผู้ว่าฯ กทม.และทีมบริหารชุดใหม่ ปลัด กทม.ในฐานะฝ่ายข้าราชการประจำสูงสุด จะทำหน้าที่บริหารราชการ

ต้องยอมรับว่า นาทีนี้ “นายชัชชาติ” มีความโดดเด่นมากที่สุด และคงแทบจะนอนมา สิ่งที่จะต้องตามลุ้นกันต่อ หลังหมดวาระใน 4 ปีข้างหน้า นายชัชชาติจะลงเล่นสนามใหญ่ เพื่อก้าวไปสู่ไปตำแหน่งนายกฯ หรือไม่

กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกอีกครั้ง หลังที่ประชุมร่วมรัฐสภา มีการพิจารณาเรื่องด่วน การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ (รธน.) โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล  รมต.ประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงว่า มีร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาของสภา และ วุฒิสภา ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร้องขอต่อสภา จำนวน 34 ฉบับ แต่นักการเมืองซีกฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไข รธน.

โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ อภิปรายตั้งคำถามถึงเหตุผล ที่รัฐบาลเลือกพิจารณายืนยัน หรือไม่ยืนยันต่อร่างกฎหมายว่า ขอตั้งคำถามว่า อำนาจพิจารณากฎหมาย อยู่ที่กฎหมายหรืออยู่ที่รัฐสภา โดยรัฐบาลสามารถคิดแทนได้เองหรือว่า ร่างกฎหมายที่เสนอมาอาจไม่ผ่าน จึงปัดตกดีกว่า หรือควรให้รัฐสภาได้ถกเถียง และตกลงว่าฉบับใดควรได้ไปต่อหรือไม่

“อยากฟังคำตอบจากรัฐบาล ในฐานะผู้กำหนดนโยบาย มีหลักเกณฑ์ยืนยันหรือไม่ยืนยัน หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ทั้งการปฏิรูปกองทัพ เรื่องแรงงานที่เกี่ยวกับกลุ่มทุน ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัฐบาลหรือไม่ หรือกฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่ถูกตั้งคำถามว่าเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ รวมถึงร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน.ที่กติกาสูงสุดเป็นฐานอำนาจให้กับรัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ สส.พรรค ปชน. ได้ลุกตั้งคำถามเช่นกันถึงเหตุผลที่รัฐบาลปัดตกกฎหมายของพรรคฝ่ายค้านหลายฉบับ ส่วนสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เช่น น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กลุ่มพันธุ์ใหม่ ตั้งคำถามต่อการแก้ไขเพิ่มเติม รธน.ที่รัฐบาลไม่ทำตามสัญญา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ที่ไม่ยอมแก้ไข เพราะมีการออกแบบให้กินรวบประเทศ ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ องค์กรอิสระ เป็นสีเดียวกัน หากจะเบี้ยวแก้ รธน.เหมือนเบี้ยวประชาชน ควรเปลี่ยนคำขวัญของพรรคให้เป็นพรรคสักแต่พูดพลัส

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายถึงเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ที่รัฐบาลไม่เลือกยืนยันร่างแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ว่าด้วยการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ว่า ฟังเหตุผลที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แล้วฟังไม่ขึ้น จนล่าสุดนายภราดร ปริศนานันทกุล  รมต.ประจำสำนักนายกฯ บอกว่าจะขยับเรื่องดังกล่าวในวันที่ 19 พ.ค.นี้ ซึ่งต้องจับตาว่าจะมีเนื้อหาที่กินรวบหรือไม่  อย่างไรก็ดีตนมองว่ารัฐบาลไม่จริงใจต่อการแก้ รธน. เพราะนายกฯ รัฐบาล เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ประโยชน์จาก รธน. ที่ทำให้เกิดระบอบตั๋วสีน้ำเงิน และเป็นปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน สว.ไม่ได้มาจากประชาชน ทำให้มีการฮั้ว สว. ได้ประโยชน์จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประโยชน์จาก ป.ป.ช. ที่ต่อให้นายกฯ มีคดีก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมี ป.ป.ช.ปกป้อง รัฐบาลไม่สามารถพิสูจน์ให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยพร้อมทำตามคำสั่งประชาชน แล้วรัฐบาลฟังคำสั่งใคร

ขณะที่ นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส.กทม. พรรค ปชน. อภิปรายว่า ผลประชามติ 21 ล้านเสียงไม่ใช่การหยั่งเสียง หรือโยนหินถามทาง แต่คือการแสดงอำนาจสถาปนา รธน.ที่เป็นของปวงชนชาวไทย และ 21 ล้านเสียงจากประชามติเป็นเสียงข้างมาก ที่มากกว่าผลการเลือกตั้งของพรรคการเมืองอันดับหนึ่งหรืออันดับสองรวมกัน ถือเป็นเจตจำนงข้ามพ้นจากพรรคการเมือง นโยบายการเมือง ที่สำคัญ 21 ล้านเสียง เท่ากับเท้า 21 ล้านคู่ หากเท้าก้าวลงบนถนนราชดำเนิน คงล้นไปถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล ผมหวังว่านายกฯ ไม่อยากให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้น ดังนั้น หวังว่ารัฐบาลจะเคารพผลประชามติ ที่ต้องการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่สกัด ขัดขวางและเห็นด้วย ในการร่วมกันทำลายกลไกปรปักษ์ประชาธิปไตย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ความพยายามแก้ไขเพิ่มเติม รธน.เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปี แต่มีอันเป็นไปทุกครั้ง แต่เมื่อมีการไปจัดทำประชามติ แล้วเสียงเห็นชอบของประชาชนจำนวนมหาศาล ก็คิดว่ารัฐบาลน่าจะแสดงความเคารพเจตนารมณ์ต่อประชามติ แต่วันนี้รัฐบาลเลือกที่จะให้กระบวนการนี้ ต้องไปตั้งต้นใหม่ เชื่อว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในประเด็นที่เป็นความละเอียดอ่อน การตัดสินใจไม่ยืนยัน จึงมองว่าเป็นการไม่เคารพข้อตกลงที่เคยทำไว้ ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ควรจะเป็นความขัดแย้งที่รัฐบาลจะส่งเสริมในสังคมนี้ ยังมีกฎหมายอีก 3-4 ฉบับ ที่รัฐบาลไม่ยืนยัน ก็สะท้อนให้เห็นว่ามุมมองและใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาประเทศนั้นอยู่ที่ไหนอย่างไร

นั่นหมายความว่า การผลักดันการแก้ไข รธน. กลายเป็นระเบิดเวลาของรัฐบาล เพราะมีผลต่อการทำงานของพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายบริหาร ซึ่งเชื่อว่าแต่ละพรรคการเมือง ก็คงมีรูปแบบที่ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละพรรค แต่นาทีนี้ต้องบอก “ภท.” แกนนำรัฐบาลได้เปรียบ เพราะนอกจากจะมีเสียง สส. รวม 192 เสียง ยังมี สว.สีน้ำเงินเป็นพันธมิตรอีกเกือบ 150 คน เสียงเกือบเกินหนึ่งของรัฐสภา แต่พรรคอื่นคงไม่ยอม จะต้องหาวิธีแก้เกมแน่ๆ

“ทีมข่าวการเมือง”