นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) กล่าวว่า กรณีคริสตจักรแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นศาสนสถานในศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ ประกอบพิธีกรรมเรียกว่า “พิธีไล่ผีด้วยไฟ” ซึ่งผู้ประกอบพิธีจะใช้สิ่งที่เรียกว่า “ไฟจากพระวิญญาณบริสุทธิ์” ในการขับไล่ผีหรือสิ่งชั่วร้ายที่สิงอยู่ในร่างกายของผู้เข้าร่วมพิธี โดยวิธีใช้มือสัมผัสบนร่างกายของผู้ที่เชื่อว่ามีผีสิงอยู่ พร้อมกับกล่าวว่า “fire fire” จากนั้นผู้ถูกสัมผัสจะแสดงอาการ เช่น ชักเกร็ง กรีดร้อง ร้องไห้ ล้มหมดสติ เป็นต้น ทั้งยังมีการร้องเรียน ว่า คริสตจักรดังกล่าวส่งเสริมให้บริจาคเงินโดยกล่าวอ้างว่าพระเจ้าจะประทานพรตามจำนวนเงินที่บริจาค เพื่อนำไปสร้างศาสนสถานแห่งใหม่ อีกทั้งยังจัดการเรียนการสอนในลักษณะคล้ายสถานศึกษาให้บุตรของศาสนิกชนประจำคริสตจักรเรียนฟรี ให้นักเรียนทุกระดับชั้นเรียนรวมกัน หากผู้ใดคัดค้านหรือไม่เชื่อฟัง จะถูกกล่าวหาว่ามีวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิง และการจัดการเรียนการสอนก็ไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ แต่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองซึ่งเป็นศาสนิกชนประจำคริสตจักร เดือนละ 15,000 บาท นั้น
อธิบดี ศน. กล่าวต่อไปว่า ศน. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักคำสอนที่ปรากฏอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาใหม่ พบว่ามีการกล่าวถึงพระราชกิจของพระเยซูในการขับไล่ผีและรักษาผู้ป่วย โดยใช้พลังอำนาจแห่งพระผู้เป็นเจ้าผ่านการสัมผัสร่างกายและการตรัส พระเยซูทรงประทานสิทธิอำนาจดังกล่าวแก่บรรดาสาวกเพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยและขับผี ซึ่งในปัจจุบันยังมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อฟื้นฟูเยียวยาผู้ป่วยและขับไล่ภูติผีปีศาจในศาสนาคริสต์ทั้งนิกายโรมันคาทอลิก และนิกายโปรเตสแตนต์ โดยแต่ละนิกายหรือแต่ละองค์การทางศาสนามีการตีความพระคัมภีร์และกำหนดระเบียบแบบแผนในการประกอบพิธีกรรมไว้อย่างชัดเจน โดยเป็นไปตามหลักคำสอนทางศาสนาและไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความปลอดภัยของประชาชน
นายชัยพล กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ศน. ได้ประสานไปยังองค์การทางศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ ที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ ศน. เพื่อให้ตรวจสอบและให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยผู้แทนองค์การทางศาสนาให้ข้อมูลว่า แม้การขับไล่ผีจะปรากฏอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ แต่จำเป็นต้องอาศัยการตีความอย่างรอบคอบเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมและสอดคล้องบริบทของเหตุการณ์ ซึ่งการประกอบพิธีกรรมขับไล่ผีของคริสตจักรดังกล่าว มิได้เป็นไปตามหลักคำสอนพื้นฐานและแนวทางการปฏิบัติตามบรรทัดฐานที่องค์การทางศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ ได้วางไว้ ส่วนการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่คริสตจักรตามข้อกล่าวอ้างที่ว่าพระเจ้าจะประทานพรตามจำนวนเงินที่บริจาคนั้น มิเป็นไปตามหลักคำสอนทางศาสนา เนื่องจากศาสนาคริสต์มุ่งเน้นให้ศาสนิกชนอุปถัมภ์ศาสนาตามจิตศรัทธาอันบริสุทธิ์และความรัก โดยมิให้หวังถึงผลตอบแทนใด ๆ นอกจากนี้ จากการตรวจสอบคริสตจักรดังกล่าว อยู่ภายใต้สังกัดขององค์กรสมาชิกของสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย โดยสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทยแจ้งว่า การประกอบพิธีกรรมและพฤติการณ์ของคริสตจักรดังกล่าว ไม่เป็นไปตามหลักข้อเชื่อของศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ และไม่สอดคล้องกับข้อบัญญัติในธรรมนูญของสหกิจคริสเตียนฯ จึงดำเนินการเบื้องต้น ดังนี้ 1.พักการเป็นสมาชิกของคริสตจักรดังกล่าวไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหา และได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในประเด็นข้อพิพาททั้งด้านหลักข้อเชื่อและข้อกล่าวหาด้านการเงิน 2.ขอให้รายงานผลการดำเนินการและแนวทางแก้ไขมายังสหกิจคริสเตียนฯ เพื่อประกอบการพิจารณาในขั้นต่อไป 3.ขอให้องค์กรต้นสังกัดดูแลและตรวจสอบคริสตจักรในเครือข่ายของตน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีในลักษณะเช่นนี้ซ้ำอีก



