เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 68 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทยประจำปี 2568 ในหัวข้อ The Future Direction of Thailand : เมื่อโลกเปลี่ยน ประเทศไทยไปทางไหน? 

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน  เปิดเผยในงานว่า นโยบายสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ทั้งด้านเศรษฐกิจ  การส่งเสริมการลงทุน การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ และการส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งในส่วนของกระทรวงพลังงาน ได้ผลักดันโครงการ “Quick Big Win” ด้านพลังงาน 3 ด้าน

1.การสร้างรายได้ ลดรายจ่ายด้านพลังงานภาคประชาชน นำโดยโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เร่งขับเคลื่อน “โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร” กว่า 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินผ่านการลงทุนกว่า 12,500 ล้านบาท ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ 87.5 เมกะวัตต์ และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.6 ล้านตันต่อปี “โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน” เป้าหมายกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนได้กว่า 30,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 1,600 ตำแหน่ง และยังสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.8 ล้านตันต่อปี โดยจะสามารถประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้ภายในเดือน พ.ย. ที่จะถึงนี้ 

ส่วนเป้าหมายการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วม 90,000 ครัวเรือน กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนได้กว่า 20,250 ล้านบาท ลดการใช้ไฟฟ้าได้ 585 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 2.8 แสนตันต่อปี นอกจากนั้น ยังมีการเร่งอนุมัติ “การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อนหลักของ กฟผ.” (เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์) ซึ่งมีต้นทุนต่ำ กำลังการผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์ เกิดการลงทุนกว่า 53,000 ล้านบาทและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 0.8 ล้านตันต่อปี

2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม ได้เร่งดำเนินการ “โครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดตรง” หรือ Direct PPA 2,000 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเสนอ กบง. ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 เกิดเม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 65,000 ล้านบาท ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นอกจากนั้น ยังมี “การพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมเขตภาคตะวันออก (EEC)” คาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้ากว่า 800 เมกะวัตต์ รองรับธุรกิจ Data Center 16 ราย รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมผ่านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์ผ่านกลไกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 

3.การสร้างความยั่งยืนระยะยาวรองรับ Net Zero 2050 ผ่านโครงการต่างๆ ข้างต้นรวมทั้งการเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ แผน PDP ที่จะมีการทบทวนรายละเอียดให้การผลิตไฟฟ้าตอบโจทย์กับเป้าหมาย

Net Zero 2050 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีการเริ่มโครงการพัฒนาการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ภายในปี 2577 และระหว่างปี 2577 ถึงปี 2607 (30 ปี) จะสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ 6.4 ล้านตันต่อปี

“จากทุกโครงการที่นำเสนอข้างต้น สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดมูลค่าการลงทุนสูงถึง 700,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 10 ล้านตันต่อปี”

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง  กล่าวว่า วันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยแบ่งได้เป็น 4 เรื่องหลักๆ

  1. บริบทเศรษฐกิจโลก โดยหลังสงครามโลกทำให้เกิดโลกแห่งการค้าเสรี ใครผลิตได้ดีได้เก่ง ก็จะได้เปรียบ ซึ่งไทยก็เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนนั้น เช่น มีการตั้งอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนทำให้การลงทุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมหาศาล อย่างไรก็ตาม วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนอย่างรุนแรง จากโลกเสรีเป็นโลกแห่งการเลือกข้าง ค้าขายเฉพาะพวกของตนเอง และเกิดการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น
  2. บริบทสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเรื่องของคน จากยุคเบบี้บูมเมอร์ไปสู่โอลเดอร์บูมเมอร์ ทั่วโลกก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย คนเกิดน้อยคนแก่เยอะ ขาดแรงงาน แต่ไทยน่าห่วงกว่า เพราะมีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินกว่า 20% ของประชาชน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 15% แต่ขณะเดียวกันระบบสวัสดิการสังคมยังดูแลไม่ทั่วถึง เพราะประกันสังคมมีสมาชิกแค่ 12 ล้านคน และอยู่ในระบบข้าราชการ 2-3 ล้านคน ซึ่งต่อไปรัฐบาลจะต้องมีภาระงบประมาณ ค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มหนี้สาธารณะมากขึ้น สวนทางกับการจัดเก็บรายได้ลด กำลังซื้อน้อยลง แต่รัฐบาลยังพอมองว่าไทยยังมีโอกาสในการทำธุรกิจทั้งภาคบริการ อาหาร และสุขภาพดูแลรองรับคนสูงวัยจากทั่วโลกให้มาพำนัก ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้เข้าประเทศจำนวนมากมาดูแลคนที่เดือดร้อนต่อไป
  3. เรื่องความเหลื่อมล้ำ  ซึ่งประเทศพบว่ามีความเหลื่อมล้ำมาก คนไทยจนก่อนแก่โดยหากกางรายได้พบว่าคนที่รวยสุด 20% ของประชากร มีสัดส่วนรายได้รวมกัน 55% ของจีดีพี ขณะที่คนจนที่สุด 20% กลับมีรายได้รวมกันเพียง 6% แตกต่างกันลิบลับ และถ้าดูแลไม่ดีจะกลายเป็นปัญหาสังคมมากยิ่งขึ้น ยิ่งการก้าวของโลกจากยุคอนาล็อกไปสู่ยุคดิจิทัล และกำลังก้าวไปเร็วมากสู่ยุคเอไอ ถ้าเราไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์อาจทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำมากขึ้น เพราะตอนนี้คนไทยเข้าใช้โซเชียลมีเดียเยอะ แต่ยังไม่นำมาใช้ต่อยอดทางธุรกิจเท่าที่ควร
  4. เทรนด์สิ่งแวดล้อม ก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนแปลงของปัญหาสิ่งแวดล้อม จากปัญหาโลกร้อนไปสู่โลกสีเขียว ใครไม่อยู่ในเทรนด์นี้ โอกาสการทำธุรกิจจะยากขึ้น

ทั้งนี้ จากเทรนด์โลกที่กำลังเปลี่ยนไปใน 4 เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องปรับตัว ขณะที่ในมุมเศรษฐกิจมหภาค รัฐบาลแม้จะอยู่เพียง  4 เดือนแต่ก็ต้องทำให้ได้ โดยสิ่งที่รัฐบาลทำ คือ การทำ ESG Plus  คือ เศรษฐกิจประเทศต้องเติบโตมากขึ้น ควบคู่กับการดูแลธรรมาภิบาล และสิ่งแวดล้อม

นายเอกนิติ ฉายภาพเศรษฐกิจไทยด้วยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงดิ่งเหวโดยครึ่งปีแรกโต 3% แต่ครึ่งปีหลังโต 1% โดยเฉพาะไตรมาสสี่อาจโตเหลือ 0.3% เป็นโจทย์ของรัฐบาลว่าจะทำให้การเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ดังนั้นรัฐบาลจึงวางหลักคิดการทำงานดูแลเศรษฐกิจ ภายใต้ ควิก บิ๊ก วิน หรือกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว ต้องช่วยคนตัวเล็กให้อยู่ได้ลดความเหลื่อมล้ำ ให้มีธรรมาภิบาล ภายใต้การมีวินัยทางการคลัง ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่

1.การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคและการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลเข้าไปส่งเสริมผ่านการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการ 1,700 บาท เพื่อสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย ขณะที่คนชั้นกลางจะให้คนละครึ่งพลัส เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและสร้างการกระจายตัวเม็ดเงินไปให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย และรอบนี้ยังมีความพิเศษด้วยการสนับสนุนคนอยู่ในระบบภาษีให้ได้เงินมากขึ้นเป็น 2,400 บาท ขณะที่คนไม่อยู่ในระบบภาษีจะได้ 2,000 บาทนอกจากนี้ จะมีการอัพสกิลพ่อค้าแม่ค้าคนตัวเล็ก ผ่านแอปถุงเงิน 3  ด้าน ได้แก่ 1.ช่วยเปิดโอกาสให้ค้าขายผ่านทางออนไลน์ได้ 2.สอนให้ทำบัญชีดิจิทัลช่วยให้เป็นข้อมูลรู้รายรับรายจ่าย และนำไปกู้เงินได้ด้วย และ 3.สามารถใช้เอไอแบบง่ายๆ ได้

ขณะที่ด้านท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบเยอะจากนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป ได้มีนโยบายสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ จากปกติจะมีการเบิกจ่ายเดินทางไปสัมมนาช่วงปลายปีงบประมาณ ให้ย้ายมาทำตั้งแต่ช่วงต้นปีงบ โดยเน้นกระตุ้นเมืองรอง พร้อมกับส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเมืองรองลงทุนปรับปรุงห้องพัก โดยนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง ซ่อมแซม ตกแต่งมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

2. การแก้ปัญหาหนี้ประชาชน รัฐบาลมีแนวทางการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซีภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ไข โดยซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงินมาบริหาร ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณ แต่นำเงินจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่เหลือจากโครงการคุณสู้เราช่วย 26,000 ล้านบาท มาบริหารจัดการ เพื่อต่อลมหายใจและพัฒนาผู้ที่เคยเป็นหนี้เสียให้กลับเข้าสู่ในระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง ให้ผ่อนน้อยลง

3.การช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยช่วยเหลือเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ และหาช่องทางสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้ พร้อมกับจะมีมาตรการภาษีพี่ช่วยน้อง ให้บริษัทใหญ่เข้าไปช่วยเหลือบริษัทเล็ก หรือที่เป็นซัพพลายเชน จะได้ลดหย่อนภาษี 1.5 ถึง 2 เท่า รวมถึงการเร่งคืนภาษีให้ไวขึ้น และมีสินเชื่อสนับสนุนการปรับปรุงธุรกิจซัพพลายเชนให้ปรับตัวเข้ากับโลกยุคใหม่ มีการคืนเงินภาษี 1.6 แสนล้านบาทให้เร็วขึ้น ต่อลมหายใจภาคธุรกิจ

4.การส่งเสริมการออม รัฐบาลกำลังสนับสนุนการออมโดยนำพฤติกรรมคนไทยที่ชอบซื้อสลากมาช่วยออม ซึ่งต่อไปใครซื้อสลากดิจิทัลของสำนักงานสลากฯ จะมีการแบ่งค่าบริหารจัดการบางส่วนเอาไปให้บัญชีผู้ซื้อในกรณีไม่ถูกรางวัล เพื่อใช้เป็นหลักประกันสามารถเบิกถอนเป็นเงินสดไปใช้ได้หลังอายุ 55 ปี และนำไปเป็นหลักประกันการกู้เงินได้ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย รวมถึงยังมีหวยเกษียณ ที่จะช่วยส่งเสริมการออมอีกด้วย นอกจากนี้ จะส่งเสริมพันธบัตรรัฐบาล เพราะตอนนี้เงินฝาก 50 สตางค์ จึงจะส่งเสริมคนไทย ประชาชน คนสูงวัย ได้ออมมากขึ้นไม่ใช่ไปฝากผ่านแบงก์และให้ธนาคารมากินส่วนต่าง

5.การลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเน้นการรีสกิล เพราะไทยมีหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสามารถเดินหน้าไปสู่อนาคตได้ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ บีซีจีเรามีบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมเยอะและสามารถส่งต่อซัพพลายเชนไปยังเอสเอ็มอี นอกจากนี้ รัฐบาลจะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะตัวเลขยอดขอการลงทุนบีโอไอ มีเงินลงทุนที่ขอมาแล้วแต่ยังไม่ลงทุนถึง 400,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลเข้าไปอำนวยความสะดวกให้ รวดเร็ว เช่น เพิ่มความสะดวกในการอนุญาต เช่น ขอน้ำ ขอไฟ  ให้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกันยังมีนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาด รวมถึงให้บีโอไอ นำเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 10,000 ล้านบาท มาใช้ใน 2 เรื่อง คือการช่วยรีสกิล พัฒนาทักษะแรงงานไทย โดยร่วมกับเอกชนและสถาบันการศึกษา อีกเรื่องคือ เข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีความสามารถและปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข

“จากแนวทาง 5 เสาหลักทั้งหมดของรัฐบาล จะต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ต้องตรวจสอบได้ โดยชี้แจงที่มาที่ไปของเงินงบประมาณ ให้มีธรรมาภิบาล มีเป้าหมาย และตัวชี้วัดการใช้จ่ายอย่างชัดเจน และนี่คือเป้าหมายที่จะทำให้เศรษฐกิจของไทยกลับมาเติบโตเป็นบวกได้อีกครั้ง”