สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ว่านายเซอร์เก ริบคอฟ รมช.การต่างประเทศรัสเซีย กล่าวว่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ พบหารือกันที่รัฐอะแลสกา เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา “แรงผลักดัน” และความกระตือรือร้นของทุกฝ่าย ในการมุ่งมั่นบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครน “ลดลงอย่างมาก”


ทั้งนี้ ริบคอฟกล่าวโทษยุโรป ว่าเป็นต้นเหตุให้การสู้รบต้องยืดเยื้อ และต้องการให้สงครามดำเนินเรื่อยไป “จนกว่าชาวยูเครนคนสุดท้ายจะสิ้นลม”


แม้การประชุมครั้งสำคัญที่รัฐอะแลสกาจุดประกายความหวังให้กับทุกฝ่าย ว่าสงครามในยูเครนจะยุติ แต่แสงสว่างนั้นริบหรี่ลงอย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้นำสหรัฐและรัสเซียไม่ได้มีข้อตกลงใดร่วมกัน ความพยายามทางการทูตชะงักงันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สวนทางกับการที่รัสเซียยังคงรุกคืบดินแดนของยูเครนได้อย่างต่อเนื่อง


ขณะที่ทรัมป์แสดงท่าทีที่เป็นสัญญาณของ “ความเหนื่อยหน่าย” กับเรื่องนี้มากขึ้น โดยถึงขั้นเคยกล่าวว่า ยูเครนควรพยายาม “ยึดดินแดนที่ถูกยึดครองกลับคืนทั้งหมด” ด้วยความช่วยเหลือจากยุโรปและองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต).

เครดิตภาพ : AFP