สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ว่านายเซอร์เก ริบคอฟ รมช.การต่างประเทศรัสเซีย กล่าวว่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ พบหารือกันที่รัฐอะแลสกา เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา “แรงผลักดัน” และความกระตือรือร้นของทุกฝ่าย ในการมุ่งมั่นบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครน “ลดลงอย่างมาก”
ทั้งนี้ ริบคอฟกล่าวโทษยุโรป ว่าเป็นต้นเหตุให้การสู้รบต้องยืดเยื้อ และต้องการให้สงครามดำเนินเรื่อยไป “จนกว่าชาวยูเครนคนสุดท้ายจะสิ้นลม”
Peace talks momentum from Alaska meeting already exhausted — Russian Deputy MFA Ryabkov
— RT (@RT_com) October 8, 2025
'This is the result of destructive activity, primarily by Europeans,' as well as supporters of the 'war to the last Ukrainian'
Added that Moscow has 'no nervousness' pic.twitter.com/Zcp5VgZq9A
แม้การประชุมครั้งสำคัญที่รัฐอะแลสกาจุดประกายความหวังให้กับทุกฝ่าย ว่าสงครามในยูเครนจะยุติ แต่แสงสว่างนั้นริบหรี่ลงอย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้นำสหรัฐและรัสเซียไม่ได้มีข้อตกลงใดร่วมกัน ความพยายามทางการทูตชะงักงันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สวนทางกับการที่รัสเซียยังคงรุกคืบดินแดนของยูเครนได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ทรัมป์แสดงท่าทีที่เป็นสัญญาณของ “ความเหนื่อยหน่าย” กับเรื่องนี้มากขึ้น โดยถึงขั้นเคยกล่าวว่า ยูเครนควรพยายาม “ยึดดินแดนที่ถูกยึดครองกลับคืนทั้งหมด” ด้วยความช่วยเหลือจากยุโรปและองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต).
เครดิตภาพ : AFP



