เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาศึกษาปัญหาการฟอกเงินของกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย กรณีของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ และแนวทางการสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และความมั่นคงของประเทศ
โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ. เปิดเผยว่า การพิจารณาในประเด็นของนายเบนจามิน สมิธ เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เราแบ่งเป็น 3 วาระ วาระแรกคือเน้นไปที่การพิจารณาของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงเข้าไปดำเนินการจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และฟอกเงิน ซึ่งมีบุคคลที่เชิญมาหลายคน พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจไซเบอร์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กองทัพเรือ และอีกหลายหน่วยงาน
วาระที่ 2 จะพิจารณาเฉพาะเรื่องความเกี่ยวข้องกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ไม่มั่นใจว่า ร.อ.ธรรมนัส จะมาหรือไม่ เพราะเห็นเป็นข่าวว่าจะไม่มา แต่เมื่อสักครู่ระบุว่าจะมา ยืนยันว่า กมธ. ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึง ร.อ.ธรรมนัส ด้วย วาระที่ 3 เชิญเฉพาะนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประเด็นเงินสินบน 40 ล้านบาท เราพยายามให้ความสำคัญกับเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ เป็นทุนเทาที่กำลังจะยึดประเทศไทย
เมื่อถามว่ากรณีนายไชยชนก มีการติดต่อจะให้เงินสินบนผ่านทีมงาน จ.พระนครศรีอยุธยา นายรังสิมันต์ กล่าวว่า จะต้องมีการไล่ไทม์ไลน์และเส้นทางที่พยามจะติดสินบน เบื้องต้นได้รับแค่หนังสือตอบกลับว่า นายไชยชนกได้ไปให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ได้รับแจ้งว่าจะไม่มาตอบใน กมธ. เบื้องต้นจะมีการดำเนินการติดตามเรื่องนี้ ถือว่ายังให้โอกาสนายไชยชนก ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีคนไหนเราก็ปฏิบัติเหมือนกันหมด เราให้โอกาส ถ้าไม่มาครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ก็ต้องมีคำตอบที่ดีว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะหลังจากนี้ตนเองจะพยายามนัดล่วงหน้าให้นายไชยชนก และ ร.อ.ธรรมนัส เข้าชี้แจงใน กมธ. อย่างครบถ้วน เพราะฉะนั้นหากเราไม่ฟังทุกฝ่ายก็จะมีข้อกล่าวหาว่า กมธ. เลือกปฏิบัติ
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีการขุดว่าเรื่องนี้เชื่อมโยงกับเสี่ยตือ ซึ่งเป็นประเด็นที่ตนเองเคยอภิปรายมาก่อนนั้น ตนเองอภิปรายเรื่องคอลเซ็นเตอร์เยอะ มีตัวละครพอสมควร ยืนยันว่าหากไล่ดูจริง ๆ เสี่ยตือจะพบข้อมูลเยอะ อยากทราบเหมือนกันว่าหน่วยงานของรัฐมีเครื่องมือเยอะแยะเต็มไปหมด สามารถตรวจสอบวิธีทางการเงินได้ วันนี้เรามี พ.ร.บ.ปราบปรามการฟอกเงินฯ สิ่งสำคัญคือ ต้องดูว่าเส้นทางการเงินเป็นอย่างไร มีคำอธิบายอย่างไรในเรื่องของที่มาของเงิน ซึ่งไม่ได้อธิบายกันได้โดยง่าย
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ในกรณีอื่น ระยะหลังเราเริ่มเจอกับอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความสลับซับซ้อน ต้องยอมรับว่ามีบางกรณีที่สลับซับซ้อนถึงขั้นว่าอาจจะมีการทำให้ไม่มีการบันทึกหรือใช้นอมินีเพื่อไม่ให้เชื่อมโยงถึง จึงต้องอาศัยความร่วมมือจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาแนวทางของรัฐบาลไม่ใช่แค่เฉพาะชุดนี้ แต่รัฐบาลก่อนหน้านี้ให้ความสำคัญกับแค่บัญชีม้า-ซิมม้า แม้จะมีความสำคัญแต่ต้องยอมรับว่าไม่สามารถทำลายโครงสร้างอาชญากรรมข้ามชาติด้วยการจับบัญชีม้าได้ ถ้าอยากทำลายโครงสร้างของอาชญากรรมข้ามชาติ จะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเรื่องการฟอกเงิน ที่มโหฬารมากกว่าเงินงบประมาณแผ่นดินทั้งปีของไทย วันนี้เรากำลังต่อสู้กับเรื่องที่ใหญ่มาก เงินเหล่านี้ไหลเข้าสู่ประเทศไทย บางส่วนถูกใช้เพื่อยึดอำนาจรัฐ บางส่วนถูกใช้เพื่อยึดบริษัทพลังงาน บางส่วนถูกใช้เพื่อติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมเดินได้
“หากวันนี้รองนายกฯ ยังไม่นำพา ระดับรัฐมนตรียังเงียบ แม้นายไชยชนกจะออกมาแฉ บางคนบอกว่าเอาจริงแน่เลย แต่พอเอาจริงเริ่มส่งสัญญาณแปลก ๆ เราจะอยู่กันอย่างไร อยากให้ทุกคนได้ตระหนักว่าวันนี้เรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่แค่เรื่องธรรมดา เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าประเทศเราอยู่ภายใต้ทุนสีเทาเหล่านี้จริง ๆ”
เมื่อถามว่าการส่งตัวแทนมาชี้แจงกับมาชี้แจงจริงต่างกันอย่างไร นายรังสิมันต์ ชี้แจงว่า ตนเองเขียนชัดเจนว่าเชิญ ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล มาชี้แจงเอง ส่งตัวแทนมาไม่ได้ เพราะเราอยากฟังจากปาก ร.อ.ธรรมนัส โดยตรง กมธ. ให้เกียรติท่าน ที่ผ่านมารัฐมนตรีที่มา เราปฏิบัติด้วยดี ไม่ได้ต้องการทำร้ายใคร แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องของข้อมูล ตนเองพยายามจะทำความเข้าใจกับ ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะที่เป็นประจักษ์พยานมาโดยตลอด แต่ท่าทีของ ร.อ.ธรรมนัส ทำให้เกิดความสงสัยว่าทำไม ร.อ.ธรรมนัส ถึงช่วยนายเบน สมิธขนาดนี้ หากสุดท้ายพิสูจน์ว่ามีพยานหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ก็เอามาแสดง เพราะ กมธ. ก็เป็นหนึ่งในกลไกของรัฐสภา
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่อยากทราบจาก ร.อ.ธรรมนัส คือ ที่มาความสัมพันธ์กับนายเบน สมิธ เชื่อมโยงไปถึงการฟอกเงินว่า ร.อ.ธรรมนัส รู้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตามตนเองได้รับเอกสาร 48 หน้า เป็นข้อมูลที่เปิดโปงให้เห็นอาณาจักรการฟอกเงิน มีตัวละครต่าง ๆ ไม่ใช่แค่นายเบน สมิธ แต่หลักฐานบางอย่างเป็นหลักฐานระดับทางการ ซึ่งเห็นหลายกลุ่มที่ชัดเจนมากขึ้น ข้อมูลส่วนนี้จึงเป็นประโยชน์ที่จะทำให้เราสามารถติดตามกระบวนการฟอกเงิน ธงของตนเองคือการฟอกเงิน ไม่ใช่แค่เรื่องตัวบุคคล ไม่ใช่เรื่องของ ร.อ.ธรรมนัส กับตนเอง ไม่ใช่แค่เรื่องของนายเบน สมิธ แต่เป็นเรื่องของการฟอกเงินที่ใหญ่มโหฬารในระดับที่อาจจะมีรัฐบางรัฐอยู่เบื้องหลัง เป็นความใหญ่ของสถานการณ์ที่กำลังเจอ หากรัฐบาลเอาจริงเอาจังและให้ความสำคัญกับการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ท่านต้องทำให้เห็น ท่านต้องทำให้มากมากกว่านี้
เมื่อถามว่ามีรายชื่อนักการเมืองอยู่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขอเก็บไว้ก่อน แต่ในเอกสารมีบุคคลมากกว่า 1 คน ขอสื่ออย่ามาเล่นเกมทายตัวเลข เพราะในวันที่ 30 ต.ค. นี้ จะเชิญนายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง เข้ามาที่ให้ข้อมูลต่อ กมธ. ด้วย ทั้งนี้จะขอดูการประชุมวันนี้ว่า จะได้ข้อมูลมากน้อยแค่ไหน จากเอกสาร 48 หน้า ตนได้ข้อชัดเจนมากขึ้นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องเครือข่ายอาชญากรรมที่มีความกว้างขวางมาก ตัวละครบางตัว หลายคนรู้จักอยู่แล้ว บางตัวก็อาจจะใหม่ ขอให้เวลาเราทำงานนิดหนึ่ง ความตั้งใจของตนเองในการแถลงนโยบายคือ ปฏิกิริยาของรัฐบาลว่าจะเอาจริงเรื่องนี้ แต่ตอนนี้เป็นเรื่องที่เราต้องพยามสอบหาเส้นเงิน จึงหวังว่าหน่วยงานรัฐจะได้ให้ข้อมูลอย่างเต็มที่
นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามในเอกสารมีการย้อนกลับไปเป็นประวัติศาสตร์ 20 ปี จากการตรวจสอบเบื้องต้นบางส่วนเป็นเอกสารราชการ และเอกสารของเอกชน ซึ่งมีแผนที่จะยื่นให้กับหน่วยงานอื่น ๆ ต่อไป เพราะหากส่งเอกสารไปถึงหน่วยงานเลยคงต้องมาถึงมือตนเอง ทำไมไม่คิดว่าที่ตนเองมาพูดที่สภา เพราะปัญหาครั้งนั้นทอดมาเป็นเวลานาน ไม่เคยได้รับการแก้ไข ระดับ สส. พูดในสภาแล้วเรื่องยังไม่มีความคืบหน้าหรือก้าวหน้าจากหน่วยงานรัฐอย่างเพียงพอ เราต้องเข้าใจว่าวันนี้เรากำลังเจอกับปีศาจร้ายที่ไม่ง่าย แฝงตัวอยู่ในอำนาจรัฐหรือไม่
เมื่อถามว่า เอกสารนี้จะสะท้อนต้นตอความขัดแย้งของไทย-กัมพูชา หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ปัญหากัมพูชาไม่ใช่แค่เรื่องของเขตแดนอย่างเดียว ขอให้ดูอากัปกิริยาของผู้นำกัมพูชาดูเป็นเรื่องส่วนตัวมาก นึกว่าแย่งสมบัติกัน มีความซับซ้อน ปัญหาเขตแดนมีมานานแล้ว มีกลไกในการแก้ปัญหาอยู่และมีความก้าวหน้าในบางระดับ อาจจะไม่เพอร์เฟกต์แต่มีความก้าวหน้า อาจจะมีปัญหาที่ท้าทายมากกว่า เพราะมีเรื่องผลประโยชน์ แต่ดูที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายจะเห็นความชัดเจนว่ามีกลุ่มทุนแปลก ๆ ไปซื้อหุ้นบริษัทหนึ่ง วันนี้พวกเราจึงต้องทำงานอย่างดีที่สุดเพื่อนำเสนอให้กับประชาชนและมาบอกรัฐบาล เพื่ออยากเห็นนโยบายที่ชัดเจน เราทำหน้าที่ในฐานะ กมธ. อย่างดีที่สุด แม้รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจ กมธ. เยอะ แต่เราก็ทำดีที่สุด หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากบรรดาหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอำนาจหน้าที่
ส่วนกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่านายเบน สมิธ ที่รู้จักเป็นคนละคนกับที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า หากทีมงานของ ร.อ.ธรรมนัส ไปตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ดีๆ ก็จะเจอบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งหนึ่ง แล้วจะเห็นว่ามีความเชื่อมโยงหลายอย่างเป็นร่องรอยที่สำคัญมาก ซึ่งข้อมูลหลายอย่างยืนยันและโยงไปในลักษณะนี้ อย่าไปคิดว่าชื่อไม่เหมือนกันแล้วเป็นคนละคน อย่าคิดว่าบริษัทที่ถูกสร้างเพื่อต้มตุ๋นคน จะต้องมีตัวละครจริง คนพวกนี้มีวิธีการทำให้คนเชื่อ และหลอกเอาเงินไป ส่วนกรณีบริษัทพลังงานแห่งหนึ่งที่ทาง ก.ล.ต. มีการดำเนินคดีและแจ้งความ ถ้าตนจำไม่ผิดอยู่ในอยู่ชั้นอัยการตั้งแต่ปี 2564 และ 4 ปียังไม่มีความคืบหน้า
เมื่อถามว่า มีหลักฐานพอที่จะเชื่อมโยง นายเบน สมิธ หรือยัง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เราจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ส่วนการแจ้งดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจทำอย่างเต็มที่แน่นอน



