เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 9 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งถามนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ เรื่อง การจัดทำประชามติยกเลิกเอ็มโอยู 43 และ เอ็มโอยู 44

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากผลสำรวจความเห็นของนิด้าโพล ที่พบว่าประชาชนที่ตอบคำถามเกือบ ร้อยละ 70 ไม่เข้าใจในเนื้อหา แต่ต้องการให้ทำประชามติถามประชาชนว่าจะยกเลิกเอ็มโอยู ทั้ง 2 ฉบับหรือไม่ อย่างไรก็ตามในกระบวนการทำประชามติต้องให้ความรู้กับประชาชนอย่างถี่ถ้วน รอบด้านก่อนลงคะแนน โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งในแง่ของข้อได้เปรียบเสียเปรียบของไทย ซึ่งกรณีดังกล่าวตนกังวลว่าอาจทำให้ฝ่ายกัมพูชารู้ข้อมูลของฝ่ายไทยได้

“ขอถามถึงความชัดเจนต่อกระบวนการทำประชามติที่กำหนดให้ต้องให้ข้อมูลประชาชนอย่างรอบด้าน ไม่ชี้นำ ผ่านเวทีสาธารณะโดยไม่ให้กัมพูชารู้รายละเอียด รวมถึงการประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหากยกเลิกเอ็มโอยู และหากยกเลิกแล้วมีมาตรการใดที่รองรับในทางที่ดีกว่าหรือไม่ และไม่ทำให้เอกชนที่ได้รับสัญญาสัมปทานไปฟ้องร้องค่าเสียหาย หากยกเลิกเอ็มโอยู 44 หากเดินหน้าทำประชามติที่เสี่ยงขัดกฎหมายและถูกร้องว่าทำไม่รอบด้าน จนทำให้การทำประชามติเป็นโมฆะจะทำจริงหรือไม่ รวมถึงรัฐบาลศึกษากระบวนการอื่นที่นอกเหนือจากทำประชามติหรือไม่” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ด้านนายสีหศักดิ์ ชี้แจงว่า ตนยินดีตอบกระทู้อย่างตรงไปตรงมา เพราะการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ดีต้องรับฟังทุกฝ่ายรวมถึงฝ่ายค้าน ทั้งนี้ที่มาที่ไปของประชามติ มองว่าในเรื่องอธิปไตยเขตแดนควรให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยต้องทำอย่างรอบคอบ ไม่ทำบนพื้นฐานที่ขาดข้อมูล รวมถึงรับฟังเสียงของสังคม ซึ่งในสภาได้ทำอยู่ ผ่านการตั้งกรรมาธิการ เป็นสิ่งที่ดีที่ได้อภิปรายในเรื่องนี้จริงจัง ซึ่งฝ่ายกัมพูชาคงได้คงได้รับฟังด้วย

“การทำประชามติต้องศึกษาให้ดี เพราะมีอะไรที่ต้องคำนึงถึงให้ดี ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลข่าวสาร สิ่งที่เปิดเผยต่อสาธารณชน เยียวยาภาคเอกชน โดยสัปดาห์หน้านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี จะประชุมเพื่อดูขั้นตอนวิธีขั้นตอนประชามติทำอย่างไร ซึ่งความเห็นที่เป็นประโยชน์จะรับไปพิจารณาและจะคำนึงทุกประเด็น หลังประชุมหากมีแผนงานที่ชัดเจนจะชี้แจงต่อสภาอีกครั้ง” รมว.การต่างประเทศ กล่าว

รมว.การต่างประเทศ กล่าวต่อว่า เอ็มโอยูเป็นผลประโยชน์ที่สำคัญของประเทศ เขตแดน และอธิปไตย ดังนั้นการเข้าสู่กระบวนการประชามติจะยกเลิกหรือไม่ ตนมองว่าต้องทำรอบคอบ และชัดเจนว่าหากไม่มีเอ็มโอยูแล้ว จะมีอะไรเป็นทางเลือกเพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ประเทศได้รับความเสียหาย ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศเห็นความสำคัญถึงทางเลือกหลังจากยกเลิกแล้ว ส่วนการเยียวยามีรายละเอียดมาก อะไรที่เป็นสิทธิอันชอบธรรม ที่ได้รับกระทบจากการยกเลิกเอ็มโอยู ต้องเยียวยา เนื่องจากสิทธิอันชอบธรรมได้รับผลกระทบ

จากนั้นนายณัฐพงษ์ ตั้งคำถามต่อว่า ตนอยากได้รับคำยืนยันในฐานะ รมว.การต่างประเทศ ที่มีคำพูดที่มีน้ำหนักกับรัฐบาล ว่าเห็นด้วยจริงหรือไม่ต่อการยกเลิกเอ็มโอยูทั้ง 2 ฉบับ และการทำประชามติเป็นทางเลือกที่ดี และการให้ความเห็นจะเบรกฝ่ายการเมืองที่นำเรื่องดังกล่าวไปเป็นประเด็นทางการเมือง อย่างไรก็ดี ตนกังวลว่าหากดำเนินการผิดพลาด ฝ่ายกัมพูชานำเรื่องขึ้นสู่ศาลโลกได้

นายสีหศักดิ์ ชี้แจงว่า ตนยืนยันว่าในเรื่องการต่างประเทศถือเป็นผลประโยชน์ชาติ หลายครั้งต้องไม่นำมาเป็นประเด็นทางการเมือง และต้องอภิปรายจริงจัง ความเห็นของตนนั้นจะตอบอะไร ตอบด้วยความมั่นใจ ถึงอยากให้พูดคุยมั่นใจว่าจะเดินหน้าอย่างไร ความเห็นส่วนตัวของตน จะเสนอต่อที่ประชุมในกระบวนการของรัฐบาล และตนยืนยันในผลประโยชน์ประเทศและกระบวนการประชาธิปไตยที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสภา หากมีประเด็นต่าง ๆ พร้อมชี้แจง.