ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ หลังความเคลื่อนไหวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้นำคณะใหญ่ รวมทั้งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯ และพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่ามกลางกระแสกดดัน “พล.ท.นรธิป โพยนอก” แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า หลังเกิดกรณีลอบยิง “นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ (ปช.) ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะรถที่นำมาก่อเหตุเป็นของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)

นอกจากนี้ “ดร.มังโสด หมะเต๊ะ” ตัวแทนสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ในฐานะผู้แทนสถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา ได้เข้ายื่นหนังสือให้กับนายอนุทิน โดยตัวแทนของสถาบันการศึกษา ได้แสดงความกังวลถึงท่าทีของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 หลังแถลงข่าวและพูดพาดพิงสถาบันการศึกษาอย่างปอเนาะ ตาดีกา บ่มเพาะผู้ก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย นายกฯ รับปากว่าจะดูแลให้ ส่วนข้อเรียกร้องที่ขอให้มีการโยกย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ภายในวันที่ 30 เม.ย. 69 ทางตัวแทนสถาบันการศึกษาระบุว่าให้เป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกฯ
ที่น่าสนใจภายหลังที่นายอนุทิน เดินทางมาเป็นประธานการประชุมติดตามความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ภายหลังการประชุม “พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. แถลงข่าวภาพรวมต่อสื่อมวลชน ว่า นายกฯ ไม่สบายใจเกี่ยวกับกระแสสังคมที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องต่างๆ จึงได้พารัฐมนตรี และผู้บริหารกระทรวงต่างๆ มารับทราบปัญหาเกี่ยวกับกระแสสังคมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงเรียนปอเนาะ รวมถึงการปิดไมค์พูดของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งตนขอยืนยันว่าแม่ทัพภาคที่ 4 ตั้งใจมาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา แต่ด้วยบรรยากาศในการแถลงข่าวที่มีสื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก ทำให้รู้สึกกดดันบ้าง ตายไมค์บ้าง ก็เป็นเรื่องที่เราพูดคุยกันได้ โดยตนขอยืนยันอีกครั้งว่า แม่ทัพภาคที่ 4 มาด้วยความตั้งใจ

เมื่อถามว่ากรณีที่สมาคมโรงเรียนปอเนาะ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกนอกพื้นที่ จะมีการสร้างความเข้าใจในพื้นที่อย่างไร พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า เราพูดคุยกันได้ ท่านก็รับผิดแล้ว ซึ่งไม่ใช่ความผิดทั้งทางวินัย และอาญา แต่เราแค่พูดสื่อสารกันน้อยไปหน่อย และมีการขอโทษกันแล้ว ตนคิดว่าพี่น้องคนไทยเราให้อภัยกันได้
ขณะที่ พล.ท.นรธิป ได้กล่าวขอโทษพี่น้องประชาชน โดยระบุว่า ตนอาจจะผิดเพราะการสื่อสารที่มีผลทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะโรงเรียนปอเนาะที่สอนศาสนา ซึ่งตนขอยืนยันว่า ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ด้าน พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยถึงคดีของนายกมลศักดิ์ ว่า คดีดังกล่าว นายกฯ ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด สำหรับผู้ต้องหาที่ยังคงหลบหนีอีก 1 ราย เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นบุคคลที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ในต่างประเทศ จึงได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยทหารตามแนวชายแดน เพื่อสกัดกั้นการหลบหนีออกนอกประเทศ หากพบว่าหลบหนีออกไปแล้ว จะดำเนินการออกหมายแดงผ่านตำรวจสากลเพื่อติดตามจับกุมตัวกลับมาดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเด็นผู้ว่าจ้างยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน และจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหายังไม่ครบทั้งหมด
ด้าน “นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรค ปช. เปิดเผยภายหลังได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ พร้อมกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯ โดยนายกมลศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้ขอบคุณนายกฯ ที่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คลี่คลายคดีของตน จนออกหมายจับได้ 5 คนและจับกุมได้ 4 คน ก่อนจะครบ 1 เดือนในอีก 2 วัน ซึ่งนายกฯ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำงานอย่างเต็มที่ในการสืบสวนสอบสวน ใครทำผิดต้องเอาตัวมาลงโทษให้ได้ “คนเหล่านี้ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวสักคน เชื่อว่ามีคนใช้จ้างวานให้ทำร้ายผม ไม่ใช่แค่ผมแต่คนในพื้นที่ต้องการทราบว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”

นายกมลศักดิ์ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นให้ข้อมูลลับกับนายกฯ แล้ว เพื่อให้สาวถึงตัวผู้บงการ และพยายามเสาะหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ ส่วนจะไปถึงหรือไม่ ในทางคดีต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ ส่วนกรณีบุคคลที่ 3 ที่พบว่าผู้ต้องหาได้โทรศัพท์พูดคุยหลังก่อเหตุนั้น ได้ข้อมูลจากคนที่ให้การรับสารภาพว่า มีการรายงานไปยังบุคคลที่ 3 ซึ่งคนนั้นคือใคร ต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของตำรวจ และหวังให้มีการติดตามตัว ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี มือปืนที่ยังหลบหนี เพื่อจะได้ข้อมูลไปถึงผู้บงการ
จากนี้ต้องรอดูว่า กระบวนการสอบสวน จะสาวลึกไปถึงผู้บงการได้หรือไม่ โดยเฉพาะการที่ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ยื่นข้อมูลลับให้นายกฯ รวมถึงการที่ “พล.ท.นรธิป โพยนอก” แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาขอโทษ จะหยุดกระแสความไม่พอใจของประชาชนบางส่วนได้หรือไม่ หลังไม่พอใจกับความเห็นบางประเด็น
ส่วนอีกประเด็นคือการต่อสู้คดีอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่เข้าชื่อแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว โดยมีการพิจารณารับคำร้องในวันที่ 24 เม.ย. นัดคำร้อง ซึ่งตามหลักกฎหมาย ถ้าหากศาลประทับรับฟ้อง บรรดา 10 สส. ของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ติดร่างแหอยู่ด้วย ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากคำร้องคัดค้านของทีมกฎหมายพรรค ปชน. ไม่เป็นผล ซึ่งมี “นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ดูและอยู่ โดยยื่นคัดค้านใน 3 ประเด็น แต่ที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่ 1 ขอให้ศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามมาตรา 235 ให้ผู้คัดค้านหรือกลุ่มของตนยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะ 10 คนในจำนวน 44 คนนี้ เป็น สส.อยู่ โดยเฉพาะกรณีของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งก็คิดว่าน่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในเร็วๆ นี้อยู่แล้ว

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน แต่จะแตกต่างจากตอนที่ยุบพรรค ก.ก. เพราะอันนี้เป็นคดีจริยธรรม ถ้าสมมุติสุดท้ายผลออกมาเป็นลบ พวกผมถูกตัดสิทธิทั้งหมด ลำดับมันก็รันขึ้นมาตามอัตโนมัติ แต่ที่สำคัญที่สุดคือตัวคุณณัฐพงษ์ เพราะอย่างที่บอกว่าเป็นว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน ถ้าถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หมายความว่า ศาลสั่งผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็จะส่งผลร้ายอย่างยิ่ง ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ที่จะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านหรือฝ่ายตรวจสอบอยู่ในสภา ก็จะส่งผลเสียหายซึ่งตรงนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราส่งไปทางศาลฎีกา เพื่อให้สั่งเป็นอย่างอื่นและให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้” นพ.วาโย กล่าว และว่า อย่างไรก็ตามหากผลออกมาเลวร้ายสุด ก็อยู่ที่ว่าจะมีการพิจารณาตัวผู้แทนฝ่ายค้านอย่างไรต่อไป ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็อาจจะต้องทำ
ก่อนหน้านั้น เคยมีข่าวว่า พรรค ปชน. จะมีการประชุมพรรคในเดือน เม.ย. 69 เพื่อปรับโครงสร้างพรรคใหม่ หลัง “นายศรายุทธิ์ ใจหลัก” เลขาธิการพรรค ปชน. ออกมาระบุว่า จะขอลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค หลังผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพลี่ยงพล้ำ พ่ายแพ้ในหลายพื้นที่ ประกอบกับก่อนหน้าที่เคยคุยกันภายในพรรคแล้วว่า หากผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ ตนต้องแสดงความรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังมีข่าว “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ก็จะลาออกจากตำแหน่ง โดยผลักดัน “อาจารย์ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน แต่ทำไม “นพ.วาโย” ถึงมายกประเด็นตำแหน่ง ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน มาเป็นข้อต่อสู้ โดยระบุ คิดว่าน่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในเร็วๆ นี้อยู่แล้ว การใช้ข้ออ้างตรงนี้เหมาะสมหรือไม่ เพราะสามารถผลักดันบุคคลอื่นเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทน

ด้าน “นายโสภณ ซารัมย์” ประธานสภา กล่าวถึงกระบวนการทูลเกล้าฯ ชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภา ว่ายังไม่ดำเนินการในขั้นตอนใด เพราะต้องรอให้ทางพรรค ปชน. แจ้งชื่อมายังตนถึงจะดำเนินการต่อไปได้ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่มีการประสานใดๆ มาจากทางพรรค ปชน. ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะดำเนินการประชุมพรรคการเมือง เพื่อจัดสรรกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ จำนวน 35 คณะ เพื่อให้การแต่งตั้ง กมธ. แล้วเสร็จโดยเร็ว จะได้ทำงาน
ขณะที่ “นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ออกมาระบุว่ายังไม่สามารถดำเนินการเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านได้ เนื่องจากต้องรอการแจ้งชื่อจากพรรค ปชน. ว่า ขั้นตอนดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีบรรทัดฐานการปฏิบัติจากประธานสภาในอดีตอย่างชัดเจน หากยังมีข้อสงสัยก็ควรศึกษาข้อมูลและยึดแนวทางของผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อน ไม่ใช่ให้สัมภาษณ์ลักษณะพูดส่งๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณะ การขับเคลื่อนกระบวนการของสภา เป็นหน้าที่โดยตรงของประธานสภา ซึ่งสามารถเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านได้ทันที ไม่ควรนำประเด็นคดีของ 44 สส.มาเป็นเหตุให้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) ล่าช้า ดังนั้นการปล่อยให้เกิดความล่าช้า ย่อมกระทบต่อประโยชน์ของประชาชนโดยตรง ไม่ใช่เพียงประเด็นทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“พรรค ปชน.มีหัวหน้าพรรคชัดเจนอยู่แล้ว คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไม่ได้หายไปไหน และไม่มีขั้นตอนพิเศษใด ที่พรรคต้องดำเนินการเพิ่มเติม หากประธานสภาจะเดินหน้าตามกระบวนการ ก็สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่จำเป็นต้องโยนความรับผิดชอบมาที่พรรค ปชน.” นายณัฐชา กล่าว และว่า พวกเรารับรู้ว่ามีประเด็นเรื่องคดีของ 44 สส. แต่ขอยืนยันว่าเราไม่ได้กระทำผิด และยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติอย่างเต็มที่ เว้นแต่จะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการหรือพรรค ปชน.จะโยนความรับผิดชอบไปให้ประธานสภา กับการนำเสนอรายชื่อผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ขึ้นทูลเกล้าฯ โดยที่ยังมีปัญหาเรื่องคดีความอยู่
“ทีมข่าวการเมือง”



