เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานกรรมาธิการฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการจำหน่ายยาเสพติดในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ร้องเรียนโดย น.ส.ปวิตรา จิตตกิจ สส.กทม. พรรคประชาชน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.)
น.ส.ปวิตรา กล่าวในฐานะผู้เสนอเรื่องว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในหลายพื้นที่ ว่าขณะนี้มีการซื้อขายยาเสพติดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมาก ทั้งในเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ทำให้เยาวชนและคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายมาก
“ตอนนี้การซื้อยาเสพติดแค่คลิกไม่กี่วินาที ก็สามารถสั่งซื้อถึงบ้านได้เลย ที่น่าห่วงคือมีหน้าร้านใกล้โรงเรียนและชุมชนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก แม้จะร้องเรียนไปหลายครั้ง แต่การปราบปรามยังไม่คืบหน้า” น.ส.ปวิตรา กล่าว
สส.กทม.พรรคประชาชน กล่าวว่า ปัจจุบันยาเสพติดมีการยกระดับ รูปแบบ วิธีการนำเสนอ แม้แต่อุปกรณ์ในการเสพก็มีการจำแนกการขาย เช่น รูปลักษณ์ของตัวเข็มฉีด น้ำกระท่อมที่มาในรูปน้ำแดง น้ำตาลสด ยาบ้าก็มีหลายประเภทที่มีขายเกลื่อนกลาดบนออนไลน์ ซึ่งจากการสำรวจของ ป.ป.ส. ในครึ่งปีที่ผ่านมา พบว่ามียอดจำหน่ายยาเสพติดถึง 8 หมื่นราย หากมีการปล่อยปละ ทิ้งเวลามากกว่านี้ จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน
“เพราะแค่คีย์คำว่าอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ก็จะพบอุปกรณ์สูบไอซ์จำนวนมากเปิดขายอยู่บนออนไลน์ รวมถึงบน X หรือทวิตเตอร์ แค่พิมพ์ว่าน้ำแข็ง ก็จะพบข้อมูลหมดเลยว่าสามารถซื้อได้ที่ไหน จึงอยากให้หาทางออกร่วมกัน” น.ส.ปวิตรา กล่าว
ด้าน พ.ต.อ.ธีระชัย เด็ดขาด รอง ผบก.น.9 ผู้แทนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ชี้แจงว่า ในรอบปีที่ผ่านมา บช.น. สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 7,328 ราย คิดเป็น 51.2% ของเป้าหมาย ป.ป.ส. และออกหมายจับได้ 398 ราย คิดเป็น 88.41% รวมถึงขยายผลถึงผู้สนับสนุนและผู้สมคบคิด 225 ราย มากกว่าเป้าหมายถึง 197.27% ส่วนการดำเนินคดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ออกหมายจับได้ 13 ราย คิดเป็น 144.93% ยึดทรัพย์สินรวม 1,193 ล้านบาท หรือคิดเป็น 40% ของเป้าหมายการยึดทรัพย์
นอกจากนี้ยังมีการจับกุมผู้ลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้า ได้ 223 ราย โดยเป็นรายใหญ่ 18 ราย มูลค่ารวมกว่า 257 ล้านบาท และจับกุมผู้ค้าขายน้ำกระท่อม 11 ราย แม้จำนวนคดีจะน้อย เนื่องจากหลายกรณีศาลมีคำสั่งยกฟ้อง เพราะยังเป็น “สมุนไพรควบคุม” ทำให้การดำเนินคดียาก
พ.ต.อ.ธีระชัย ทั้งนี้ยังได้ใช้มาตรการแฝงตัวในกลุ่มออนไลน์เพื่อล่อซื้อและสั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าที่ปรากฏในคำค้น เช่น “บุหรี่ไฟฟ้าใกล้ฉัน” ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งบางพื้นที่พบและจับกุมได้ แต่บางพื้นที่ก็ไม่พบหลักฐาน ยกตัวอย่างการจับกุมล่าสุด จับหมอฉีดยาไอซ์ให้ลูกค้าถึงเตียง กรณีเครือข่ายขายยาเสพติดออนไลน์โยงบัญชีม้า แก๊งขายเสื้อวินเทจบังหน้า ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากนี้จะมีการดึงประชาชนและชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีการนำ AI เข้ามาช่วยในการร้องเรียน แจ้งเบาะแสต่างๆด้วย
ด้าน น.ส.สุณัฐชา เปิดเผยผลการประชุมว่า หน่วยงานที่เข้าชี้แจง ชี้แจงว่าปัญหาการค้าขายสิ่งเสพติดออนไลน์แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักคือ กลุ่มที่มีการซื้อขายจริง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ AI ตรวจจับคีย์เวิร์ดและปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเข้าถึง และกลุ่มหลอกลวงโดยใช้การประกาศขายสิ่งเสพติดเพื่อหลอกให้โอนเงิน โดยผู้ซื้อไม่สามารถแจ้งความได้เพราะถือว่ามีส่วนร่วมในความผิดเช่นกัน ทางฝ่ายสภาจึงรับเรื่องไปพิจารณาเพื่อหาทางปิดช่องโหว่นี้
“ปัญหาสำคัญคือไทย ยังไม่สามารถควบคุมแพลตฟอร์มต่างประเทศได้เต็มรูปแบบ โดยเฉพาะ X และอินสตาแกรม ที่ยังขาดช่องทางการประสานงานโดยตรง ซึ่งต้องอาศัยการเจรจาในระดับนโยบาย” น.ส.สุณัฐชา กล่าว
ส่วนกรณีบุหรี่ไฟฟ้า น.ส.สุณัฐชา เปิดเผยว่า ขณะนี้มีปัญหาการจัดเก็บของกลางจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถทำลายได้จนกว่าคดีจะสิ้นสุด แต่ต้องใช้งบประมาณเดือนละกว่า 2 แสนบาท ในการเช่าโกดังเก็บของกลาง จึงควรมีการให้อำนาจอธิบดีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำลายของกลางได้เลยหลังการตรวจยึด เพื่อประหยัดงบและลดปัญหาการลักลอบนำกลับไปขาย เพราะเคยมีข่าวปล้นของกลางบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากแล้วนำไปขาย ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นขบวนการของคนภายใน โดย กมธ. รับจะช่วยผลักดันเพื่อแก้ปัญหาจุดนี้ด้วย.



