เมื่อวันที่ 10 ต.ค. เวลา 16.20 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ  นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงหลังการหารือระหว่างนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ กับคณะผู้แทนภาคเอกชนไทยในประเทศกัมพูชา ว่า มีผู้ร่วมการหารือครั้งนี้มีทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน รวมกว่า 90 คนเข้าร่วม ซึ่งภาครัฐประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กรมศุลกากร และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ส่วนผู้แทนภาคเอกชนมาจากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ ภาคการเงินการธนาคาร การเกษตรและปศุสัตว์ พลังงาน การก่อสร้าง การค้าปลีก-ค้าส่ง สายการบิน ภาคบริการ โลจิสติกส์ โรงพยาบาล สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาธุรกิจไทย–กัมพูชา สมาคมธุรกิจไทยในกัมพูชา และหอการค้าประจำจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ทั้ง 7 จังหวัดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งนี้ สถานการณ์ชายแดนและมาตรการต่างๆ ของกัมพูชาส่งผลกระทบทุกมิติที่รวมถึงด้านเศรษฐกิจและประชาชน อีกทั้งมีกระแสต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลไทยไม่ประสงค์ให้ความขัดแย้งขยายตัว และไม่ได้มีเป้าโจมตีประชาชน แต่กัมพูชากลับจงใจให้ประชาชนได้ผลกระทบ ทั้งทางตรง และทางอ้อม รวมถึงคว่ำบาตรสินค้าไทย

นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า ในการหารือดังกล่าวได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งรัฐบาลจะได้นำไปกำหนดเป็นมาตรการเยียวยาต่อไป และการหารือของรัฐบาลต่อประเด็นดังกล่าว คาดว่า จะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือภายในเดือน ต.ค.นี้ และการดำเนินการในขั้นต่อไปนั้น หน่วยงานไทยในประเทศ และต่างประเทศ จะดำเนินการร่วมกันอย่างเอกภาพ ภายใต้ทีมไทยแลนด์ และกระทรวงการต่างประเทศจะประสานงานอย่างใกล้ชิดทุกฝ่าย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อสร้างขีดความสามารถ และโอกาสธุรกิจไทย เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถปรับตัวท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ

เมื่อถามถึงข้อเสนอจากภาคเอกชน นายนิกรเดช กล่าวว่า มีหลายข้อเสนอ และอยากให้รัฐบาลนำไปพิจารณาช่วยเหลือ เช่น มาตรการภาษี มาตรการทางการเงิน สินเชื่อ การช่วยเหลือค่าไฟ เป็นต้น และยังมีผลกระทบหลายเรื่องจากการค้าชายแดนที่ชะงักลงไป แต่ภาคเอกชนของไทยทุกส่วน อาทิ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าส่ง ได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลกัมพูชารณรงค์ให้ประชาชนไม่บริโภคสินค้าไทย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ จะนำข้อเสนอไปรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดนโยบายให้ความช่วยเหลือต่อไป

ส่วนผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนนั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า มูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา คิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการค้าทั้งหมด ซึ่งเอกชนส่วนใหญ่ได้มีมาตรการชั่วคราวในการแก้ปัญหา เช่น การปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งจากทางบก เป็นทางเรือ รวมถึงยังรอผลการเจรจาไทย-กัมพูชา ในกลไกต่าง ๆ ทั้ง GBC RBC และ JBC รวมถึงข้อตกลงหยุดยิง เพื่อให้เกิดสันติภาพอย่างถาวร และประเทศไทยยังเชื่อมั่นในการเจรจา รวมถึงหากกัมพูชา มีความจริงใจในการเจรจา สถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้น

เมื่อถามว่ามีข้อเสนอการเปิดด่านทางบกหรือไม่ นายนิกรเดช กล่าวว่า ไม่มีข้อเสนอดังกล่าว แต่ภาคเอกชนสอบถามว่าจะกลับมาเปิดด่านอีกครั้งได้เมื่อใด ทั้งนี้ ตนเชื่อมั่นว่าเอกชนทราบดีถึงเหตุผลด้านความปลอดภัยในการปิดด่าน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศก็เชื่อมั่นว่า การเจรจาจะสามารถนำมาสู่ข้อตกลงใด ๆ ได้ และขอย้ำว่าประเทศไทยมุ่งมั่นแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาอย่างสันติ เลือกเส้นทางสันติภาพและความร่วมมือ ซึ่งเราหวังว่ากัมพูชาจะเลือกเส้นทางเดียวกับไทย เพื่อความสงบและยั่งยืน.