เรียกได้ว่ามีเหล่าศิลปินคนดังทั่วทั้งวงการต่างพากันตบเท้ามาร่วมแสดงความยินดี และร่วมงานกันอย่างแน่นขนัดเลยทีเดียว สำหรับงาน BamBam EP [HOMETOWN] Launch Event – HOMECOMING PARTY ปาร์ตี้เปิดตัวอีพีอัลบั้มภาษาไทยชุดแรก “HOMETOWN” ของศิลปิน K-Pop สายเลือดไทยระดับโลก “BamBam” หรือ “แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” ที่จัดขึ้นที่ UOB LIVE, EMSPHERE โดยก่อนเริ่มงาน แบมแบม ได้ให้สัมภาษณ์ พร้อมเปิดใจถึงการทำงานในอัลบั้มครั้งนี้กับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวกันอย่างล้นหลามด้วย

แบมแบม เผยว่า สำหรับงาน Listening Party ในวันนี้ จริงๆ ผมก็เตรียมหลายๆ รายละเอียดในวันนี้ ก็อยากจะให้สภาพแวดล้อมทุกอย่างอำนวยความสะดวกทุกคนมากที่สุด และอยากให้ทุกคนเอ็นจอยกันมากที่สุด ไหนๆ ก็มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวันดีๆ แบบนี้ของผมแล้ว ก็อยากที่จะตอบแทนทุกคน อัลบั้ม Hometown จริงๆ ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากทำมานานแล้ว อัลบั้มนี้ก็เตรียมมาประมาณปีครึ่ง ซึ่งเป็นอัลบั้มที่เตรียมงานนานที่สุดที่เคยเตรียมมาก่อน ซึ่งมันก็มีหลายๆ รายละเอียดที่ผมใส่ใจ และอยากให้มันออกมาดี ก็ถือว่าเป็นอัลบั้มเพื่อบ้านเกิดของเราทุกคนตรงนี้เลยครับ เรื่องใส่ความเป็นไทย จริงๆ ผมรู้สึกว่าผมอยากใส่ความเป็นตัวเอง ซึ่งผมก็เป็นคนไทยอยู่แล้ว ผมอยากใส่ความเป็นไทยที่คนไทยเขาเห็นจริงๆ ไม่ใช่ความเป็นไทยที่นักท่องเที่ยวเขาเห็น ผมไม่เลือกทำอะไรในที่ที่มันดังในหมู่คนต่างชาติอยู่แล้ว ผมก็จะเลือกไปที่ที่นี่แหละ ไม่ว่าคนไทยคนไหนดูก็จะแบบว่าอ๋อนี่แหละประเทศไทย

หลายคนบอกว่ายกระดับ T-Pop บ้านเราแล้วขึ้นไปอีก เป็นเกียรติกับผมมากๆ ครับ (ยกมือไหว้) จริงๆ ผมก็อยากหาอะไรใหม่ใหม่ทำด้วย เดี๋ยวนี้ผมว่า T-Pop หนังไทย ละครไทย มันตีตลาดโลกอยู่แล้ว ผมก็แค่ไม่รู้ว่ามันจะใช้คำว่ายกระดับได้ไหม ผมก็แค่ทำในหน้าที่ของผมเท่านั้นเอง ถ้าถามถึงความยาก ผมว่ามันชาเลนจ์ที่ว่า จริงๆ ผมไม่รู้ว่าคนไทยเขาฟังเพลงแบบไหน ไม่รู้ว่าเขาชอบดูอะไรยังไง การโปรโมตที่ประเทศไทยมันเป็นยังไง แล้วการที่ผมต้องร้องภาษาไทย ถึงแม้ว่าผมจะพูดภาษาไทยได้ แต่การที่ผมจะร้องเพลงไทย หรือเขียนเนื้อไทยมันยากนิดหนึ่ง คือมันต้องร้องยังไงให้มีเสน่ห์ แต่ก็โชคดีที่มีหลายๆ คนเข้ามาช่วย เพื่อนผมอย่างไทแทน (ไทแทน ทีปประสาน) ก็เข้ามาช่วย เพราะผมไม่รู้ว่าที่ไทยเขาทำยังไง ผมก็เลยลองจัดในแบบที่เราคุ้นเคย เอาระบบของ K-Pop มาทำในประเทศไทยดู อยากรู้ว่าเขาจะรู้สึกแปลกใหม่ หรือว่าเอ็นจอยกับหลายๆ สิ่ง หลายๆ ความสุขที่เราเอามาให้เขาหรือเปล่า

แบมแบม เผยต่อว่า “คำว่า T-Pop สำหรับผมก็หมายถึงไทยแลนด์ป๊อป (เหมือนแบมก้าวเข้ามาในการเป็น T-Pop?) อ๋อ นี่ผมเพิ่งเดบิวต์ T-Pop เหรอครับ ผมเป็นน้องใหม่เลยเหรอ (หัวเราะ) ก็ดีนะครับ แต่ว่าไม่รู้สิ ผมว่าเดี๋ยวนี้ T-Pop K-Pop มันก็เป็นแค่เพลง คือทุกคนก็สามารถเอ็นจอยกับดนตรีได้ มันไม่ได้เกี่ยวกับภาษา ผมก็แฮปปี้นะที่เห็นแฟนคลับต่างชาติที่เขาเข้ามาฟัง และเขาก็พยายามร้องตามภาษาไทย เขาก็ร้องกันได้ ผมก็แฮปปี้ที่ได้เห็นภาพนั้น การทำงานกับทั้ง 3 ศิลปิน เอาจริงๆ ทุกคนชิล ผมแฮปปี้มากๆ ผมรู้สึกดีที่เราเริ่มต้นที่ว่า พี่เรามาทำด้วยกันไหม แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ แล้วทุกคนก็ให้ความร่วมมือมากๆ ผมก็แฮปปี้มากๆ เลยครับ เหตุผลที่เลือก 3 คนนี้คือมันก็มีรายละเอียดที่ต่างกัน ซึ่งผมรู้สึกว่าทั้ง 3 คน จะมีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนกัน จะมีเสน่ห์ที่เฉพาะตัวมาก และผมชอบที่เขาเป็นศิลปินจริงๆ คือสิ่งที่เขาทำคือการร้องการเต้น คือถ้าเกิดเราแต่งเพลงเอง ทำเพลงเอง เรากำกับมิวสิกวิดีโอเอง มันควรได้คนที่สามารถทำได้แบบเรามาร่วมงานกับเรา พูดง่ายๆ คือผมอยากทำงานกับคนที่มีความสามารถแค่นั้น (แต่ธามไทเขาพิเศษแบบไหน เพราะเขาเป็นคนแรก?) อ๋อ เขากวนตีนครับ (หัวเราะ) แต่ผมรักเขามาก ก็ประมาณนั้น ก็อยากให้ทุกคนรู้ครับ รู้สึกว่าเป็นพี่น้องที่ห่างกันมานาน และเพิ่งจะได้มาเจอกันประมาณนั้น เข้าขากัน

สำหรับเพลง Wondering ผมรู้สึกว่ามันเป็นเพลงที่แสดงถึงความเป็นผมแบบได้จริงๆ แบบที่ผมไม่ต้องแต่งหน้าเยอะ แต่งตัวเยอะ ทำสีผมสีขาวสีแดงอีกแล้ว รอบนี้ผมอยากเป็นตัวเองจริงๆ ไม่อยากให้ทุกคนไปโฟกัสที่ผมใส่เสื้ออะไร ผมทำผมสีไหน ผมอยากให้ทุกคนโฟกัสที่ผมอย่างเดียวเลยจริงๆ ผมเอาทุกอย่างที่ผมรู้สึกว่าอาจจะไม่ใช่ตอนนี้ เช่น ความบลิงค์ ความเว่อร์วังออกไปให้หมด แล้วก็เป็นแค่วัยรุ่นไทยคนหนึ่งจริงๆ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เอาจริงๆ ที่ได้พี่ณิชามา ผมก็รู้สึกว่าเขาทำให้มิวสิกวิดีโอของผมมันสมบูรณ์ขึ้นมากจริงๆ (มีคนอยากสิงร่างณิชากันเยอะ?) ก็สู้ๆ นะครับพี่ณิชา (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้จะยังไง (ต้องเตรียมใจยังไงก่อนดู?) โอเคก็อยากจะบอกว่า ผมก็ลองอะไรใหม่ๆ ผมรู้สึกว่าหลายๆ คนก็อยากเห็นผมแสดงไม่ใช่เหรอ ผมก็ต้องเริ่มจากอย่างนี้ก่อน ถ้าทุกคนโอเค มันก็อาจจะเชื่อมไปถึงซีรีส์ หรือละครก็ได้ใครจะไปรู้ แต่ว่าก็ลองดูนี่ก่อนแล้วกัน ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน”

แบมแบม กันต์พิมุกต์ เผยทิ้งท้ายว่า “ถ้าถามว่าโพแม่โพแฟนจะยังไงบ้าง ก็คิดแล้วกันว่าทุกคนเห็นผมมาตั้งแต่อายุ 17 ปี อีกสองปีผม 30 ปีแล้ว แล้วผมก็ไม่อยากหยุดอยู่กับที่ โอเคมันอาจจะมีหลายเสียง ถ้าเกิดเราทำอะไรใหม่ๆ มันก็จะมีคนที่โอเค กับคนที่ไม่โอเค คนเก่าไปคนใหม่มา ซึ่งถ้ามันเป็นทางที่ผมเลือกแล้ว ผมก็รู้สึกว่าก็อยากให้มองมันเป็นแค่งานศิลปะ (อนุญาตให้กรี๊ดได้เต็มที่?) อนุญาตครับ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะกรี๊ดยังไง ผมก็ไปบังคับเขาไม่ได้ ส่วนคอนเสิร์ตก็เป็นงานวัดใหญ่ คอนเสิร์ตครั้งนี้มีหลายอย่าง เดี๋ยวผมบอกอีกทีได้ไหม เดี๋ยวมันจะมีแถลงข่าวคอนเสิร์ต (สปอยล์นิดหนึ่ง?) อืม (แขกรับเชิญยังไง?) อันนั้นไม่เรียกสปอยล์ครับ เรียกบอกเลย นิดหนึ่งเหรอครับ ก็จะมีคนที่ยิ่งใหญ่มาตัดชุดให้ผมโชว์โดยเฉพาะ ก็รอดูว่าเป็นใคร (ชุดต้องอลังการมาก?) ไม่รู้ผมไม่บอก สำหรับคาถากดบัตรเหรอครับ ก็คนที่ดูมิวสิกวิดีโอแล้วรอดก็ขอให้กดบัตรได้ (หัวเราะ) (ต้องตายเลยเหรอ?) ผมก็ไม่รู้ว่าเหมือนกัน แต่ผมไม่เคยทำแบบนี้ ผมเดาไม่ถูกจริงๆ ผมให้ทุกคนเป็นคนประมวลแล้วกันว่ามิวสิกวิดีโอมันดีหรือไม่ดียังไง ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็เดี๋ยวรอดูพร้อมกัน”