เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ว่า ทุกฝ่ายควรยึดหลักการและข้อเท็จจริงทางกฎหมายเป็นสำคัญ มากกว่าการยึดติดกับบุคคลหรือจุดยืนทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขอให้นายพริษฐ์ย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเดือน พ.ย. 2567 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ได้นำคณะเข้าหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับแนวทางการทำประชามติตามคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ว่าจำเป็นต้องทำประชามติ 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง ภายหลังการหารือครั้งดังกล่าว นายพริษฐ์ได้แถลงต่อสาธารณะว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าสามารถทำประชามติเพียง 2 ครั้งได้ แต่ต่อมาเมื่อมีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำวินิจฉัยดังกล่าวเพิ่มเติม ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในปี 2568 ว่าจำเป็นต้องทำประชามติ 3 ครั้ง เพียงแต่สามารถควบรวมการทำประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เข้าด้วยกันได้

“การยกเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อรื้อฟื้นอดีตหรือกล่าวโทษใคร แต่เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ความเห็นของตุลาการท่านใดท่านหนึ่ง หรือการหารือนอกรูปคำวินิจฉัย ไม่อาจถือเป็นข้อยุติทางกฎหมายได้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทั้งคณะต่างหากที่เป็นข้อยุติที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ การกล่าวหาว่าผู้อื่นไม่ยึดหลักการ ทั้งที่ผมก็เคยมีการตีความสถานการณ์ที่คลาดเคลื่อนจากข้อยุติทางกฎหมาย ย่อมเป็นเรื่องที่ควรกลับมาทบทวนด้วยเช่นกัน เพราะในท้ายที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นการแข่งขันว่าใครพูดถูกก่อน หรือใครจะได้รับเครดิตทางการเมืองมากกว่าใคร” นายภราดร กล่าว

นายภราดร กล่าวอีกว่า เป้าหมายที่แท้จริงควรอยู่ที่การทำให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน และสามารถนำพาประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง หากเรายังยึดตัวบุคคลมากกว่าหลักการ หรือยึดชัยชนะทางการเมืองมากกว่าความสำเร็จของประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะไม่สามารถเดินไปถึงจุดหมายได้ ทั้งนี้ บทเรียนจากอดีตควรทำให้ทุกฝ่ายระมัดระวังในการนำเสนอข้อเท็จจริงและเคารพกระบวนการทางกฎหมาย เพราะหากยังวนเวียนอยู่กับการกล่าวหาและการสร้างความขัดแย้งทางการเมือง ประเทศก็จะติดอยู่กับปัญหาเดิมๆ โดยไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้.