ยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนสนใจอย่างมาก หลังจากที่เรื่องราวความขัดแย้งทางธุรกิจระหว่างนักแสดงสาว “ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง” กับอดีตหุ้นส่วน “พริม-ณัฐชา ชุณหะ” และอดีตผู้จัดการส่วนตัว “ศสา” ในบริษัทเครื่องสำอาง “อินโนฟีน่า” ภายใต้แบรนด์ “Fleen Beauty” ถึงแม้ว่าเรื่องราวทั้งหมดจะจบลงไปแล้วนั้น แต่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าแบรนด์เครื่องสำอาง RAD Cosmetics ที่มี “พิม-พิมประภา ตั้งประภาพร” เป็น Co-CEO และมีชื่อของ พริม ณัฐชา เป็นอดีตผู้ก่อตั้ง ยังคงมีความเกี่ยวข้องทางธุรกิจกันอยู่หรือไม่ ถึงแม้ว่าทาง RAD Cosmetics ได้ออกจดหมายแถลงการณ์เพื่อชี้แจงประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจนแล้ว แต่ก็ยังไม่คลายข้อสงสัยของแฟนๆ

แบรนด์ ‘พิม พิมประภา’ ออกแถลงการณ์ ยันความบริสุทธิ์ ปัดเอี่ยวดราม่าปมร้อน ‘พริม-ออม’!

ล่าสุด สาวพิม ได้มาร่วมงาน LABX Shine Within: The Lifting Experience ก็ได้เผยถึงประเด็นดังกล่าวว่า

“การที่ชื่อเราถูกโยงในดราม่าก่อนหน้านี้ พิมรู้สึกว่าทำไมต้องมาเกี่ยวกับเราด้วย พิมขอยืนยันก่อนว่า RAD เป็นแบรนด์ที่พิมตั้งใจทำมาตั้งแต่แรกเลย ตั้งแต่การพัฒนาสินค้าตั้งแต่แรกเริ่ม สูตรของลิปทุกอย่าง มาจากสิ่งที่พิมชอบ พิมลงทั้งแรงลงทั้งใจ ไปในแบรนด์นี้หมดเลย เรารักแบรนด์มาก แล้ววันนึงแบรนด์ถูกแมนชั่นในทางนี้  ในฐานะที่เราเห็นเขาคลอดมาตั้งแต่แรก มันก็เสียใจมาก พิมพูดตลอดว่าพิมเป็นเจ้าของ รู้สึกว่าทำไมต้องมาพูดด้วยว่าเราเป็นเจ้าของ ทั้งๆ ที่พิมบอกอยู่แต่ต้น พิมเห็นทุกคอมเมนต์ รู้สึกว่าไม่อยากตอบโต้ ทำไมต้องตอบคำถามนี้นะ ฉันอยู่ตั้งแต่วันแรก ตั้งแต่สีลิปยังเพี้ยนอยู่เลย ถูกพูดว่าไม่ได้ทำเอง เราไปนั่งกวนถึงโรงงาน เลือกสีเอง เลือกสูตรเอง พัฒนาตั้งแต่สูตรที่หนึ่ง แล้วมีคนเอาความตั้งใจของเราไปพูดว่าเธอไม่ได้ทำเอง เธอไม่ใช่เจ้าของ

คือการทำธุรกิจมีหลายรูปแบบ พิมไม่อยากจะลง detail มาก ว่ามันเป็นการลงทุนเท่าไหร่บ้าง การที่เราทำก็จะมีพาร์ตเนอร์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นทุกอย่างพิมทำด้วยความโปร่งใสกับพาร์ตเนอร์ของพิม พิมเป็น co-ceo นะ เราชัดเจนกันตั้งแต่ต้น พิมเห็นและขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงสถานการณ์ของพิม ไม่ต้องเป็นห่วงเลย ทำธุรกิจเราเต็มที่อยู่แล้ว มันเป็นความรู้สึกว่าทำไมมันเกี่ยวกับเราได้ พูดตรงๆ มันก็นอยด์

ก่อนที่เราจะทำธุรกิจก็มีดราม่ามาก่อน แต่พอพาร์ตที่พิมทำอยู่ พิมไม่ทราบประเด็นอะไรก่อนหน้านี้ อันนี้เหมือนเป็นการรีแบรนด์ขึ้นมาใหม่ แต่ต้องใช้ชื่อเดิมเพราะตัว CEO รักแบรนด์นี้ หรืออาจจะเป็นชื่ออื่นนะ เราคุยกันไว้ แต่สุดท้ายแล้วพิมพ์รู้สึกว่า RAD มันแข็งแรงในตัวอิมแพ็คของชื่อ พิมว่าภาพมันชัดแล้วในตัวของมัน งั้นใช้ชื่อนี้แหละแต่ต้น เป็นภาพใหม่ไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลย เป็นพิมร้อยเปอร์เซ็นต์ที่เข้ามาทำ เป็นสิ่งที่พิมเลือกและทำมาตั้งแต่ต้น ถามว่ามันยากไหมพอเจอดราม่ามา แล้วต้องมาสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ใหม่ พิมไม่คิดว่า RAD เคยมีปัญหามาก่อน มองว่ามันเพิ่งเกิดใหม่ เหมือนคลอดลูกออกมาคนนึง ไม่ได้มองว่าเอาของเก่ามาทำไม เพราะในมุมของเราเราทำแบรนด์ใหม่ เพราะฉะนั้นไม่ได้เกี่ยวกับอะไรตรงนั้นเลย

จากดราม่าที่ผ่านมา มันส่งกระทบมากเลยค่ะ ทำให้เรามาถามกับตัวเองว่าเกิดแต่กับ… เราขายของอยู่ดีๆ ต้องยอมรับว่ายอดตกฮวบเลย สิ่งที่เฮิร์ตมาก คือเวลาวางแผนแบรนด์แต่ละปีว่าจะออกสินค้าไลน์ไหนบ้าง แล้วช่วงมีประเด็นเป็นช่วงที่เราจะต้องวาง product ตัวหนึ่งที่เราพัฒนามาเป็นปี เหนื่อยมากับตัวนี้ ตื่นเต้นมากที่จะเอาออกมา แต่กลายเป็นมีประเด็นพอดี เลยทำให้ไม่สามารถที่จะขายได้ ไม่สามารถที่จะเปิดตัวสินค้าได้ในช่วงนั้น เพราะแบรนด์ได้รับผลกระทบมากในตอนนั้น เป็นไทม์ไลน์เดียวกับที่ต้องเปิดตัวสินค้าตัวใหม่ มีการวางแผนว่าต้องออกเดือนนี้ ทำให้ทุกอย่างเลื่อน ยอดก็ตก ถ้าเราทำสินค้าไม่ดีื หรือวางแผนผิดพลาด จะโทษตัวเองได้เต็มๆ เลย แต่นี่คือจากอะไรไม่รู้ ก็วางแผนทีมหรือว่าจังหวะไหนที่เป็นจังหวะดีที่จะเปิด ให้คนพร้อมเปิดใจกับสินค้าของเรา

RAD ก็คือ RAD พิมเป็นเจ้าของจริงๆ เป็น Co- ceo จริงๆ ขอยืนยันตรงนี้ว่าทุ่มแรงทุ่มใจทุกอย่างไปกับสินค้าและผลิตภัณฑ์ทุกอย่างตราบใดที่สินค้า RAD ยังอยู่บนโลกใบนี้ ส่วนทิศทางต่อไปหลังจากนี้ คือมันมีสินค้าที่เราตั้งใจจะขาย มันปังมาก อยากให้รอติดตาม สินค้าตัวนี้พัฒนามานานมาก รอให้ทุกคนได้ใช้แล้ว เร็วเร็วนี้น่าจะเปิดตัวแล้ว หวังว่าทุกคนจะให้โอกาส RAD และพิม แล้วหลายคนอาจสงสัยว่า  RAD เกี่ยวข้องกับคนที่มีปัญหากันหรือเปล่า อยากให้เราชี้แจงว่าเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว คือคนที่ร่วมงานอย่างโปร่งใส บอกตลอดว่า CEO คือพี่แพรวนะ แล้วพิมคือ Co-ceo ประเด็นเก่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับตัวเราเลย ให้เป็นในส่วนของทางนั้นแล้วกัน เราไม่ได้รับรู้แล้วกัน ประเด็นเก่าไม่เกี่ยว ประเด็นใหม่ก็ไม่เกี่ยวกับพิม อยากให้ทุกคนเปิดใจ เห็นหลายคอมเมนต์ก็เฮิร์ตนะ

ามว่ามีร้องไห้ไหม ไม่ได้ร้องไห้กับประเด็นที่เกิดขึ้น ร้องไห้กับความเสียดาย ที่ความตั้งใจของเราโดนมองเป็นอย่างอื่น เราตั้งใจแทบตายแต่คนมองว่าเราไม่ได้ทำ มันเป็นความเสียใจอย่างนั้นมากกว่า เราว่าผู้บริโภคทุกคนแยกแยะออก ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ เราไม่ได้อยากให้มองเป็นดราม่าหรืออะไรก็แล้วแต่ ให้มองที่สินค้า ถ้าสินค้าเราไม่ดีจริงๆไม่ต้องซื้อก็ได้ แต่ถ้าสินค้าดีก็อุดหนุน คอยเป็นกำลังใจและซัพพอร์ตแบรนด์ของเราดีกว่า จะตั้งใจพัฒนาสินค้าของเราให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อยากให้ผู้บริโภคทุกคนเปิดใจ“