นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ตนพร้อมรับการประเมินผลงาน 1 ปีในทุกเมื่อ ซึ่งหลังจากส่งต่อภารกิจกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ให้นายกรัฐมนตรีแล้ว จะกลับมาเร่งผลักดันงานของกระทรวงคมนาคมอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม อาทิ โครงการตั๋วร่วม, โครงการทางพิเศษ (ด่วน) ยกระดับชั้นที่ 2 สายงามวงศ์วาน-พระราม 9 (Double Deck) เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด, โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมต่างๆ และการยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อลดอุบัติเหตุ และความสูญเสีย

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ช่วงที่กำกับดูแล สกพอ. ได้ดำเนินงานสำเร็จหลายเรื่อง โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ที่ผ่านมาถูกชะลอ หรือค้างการพิจารณา แต่เมื่อตนเข้ามารับผิดชอบ ได้เร่งผลักดันจนสามารถสรุป และเดินหน้าเรื่องต่างๆ ต่อได้ พร้อมส่งต่อให้นายกรัฐมนตรีนำไปบริหารจัดการในขั้นตอนต่อไป ส่วนเรื่องการแก้ไขสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน แม้จะมีข้อเสนอ หรือขอความเห็นจากฝ่ายใดมาแล้วก็ตาม แต่ตนยังยืนยันจุดยืนเดิมว่า จะไม่แก้ไขสัญญา หากนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการตามแนวทางที่ตนเคยประกาศไว้ก็เป็นสิทธิของนายกรัฐมนตรี แต่หากจะเลือกแนวทางอื่นก็เป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า การส่งต่อภารกิจครั้งนี้เป็นไปด้วยความเข้าใจร่วมกัน เนื่องจากในระยะต่อไปต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาด และการดึงดูดการลงทุนเข้ามาขับเคลื่อนต่อ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ พบปะนักลงทุน และสามารถตัดสินใจ หรือให้คำมั่นในการเจรจาได้โดยตรง ทำให้การขับเคลื่อนงานมีความคล่องตัวมากขึ้น อย่างไรก็ตามวันนี้ประเทศไทยไม่มีเวลารอแล้ว อะไรที่เป็นคอขวด หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ต้องเร่งแก้ไขทันที เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่เรื่องของบุคคล หรือความรู้สึกส่วนตัว ไม่มีเรื่องว่าน้อยใจ หรือไม่น้อยใจ

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการผลักดันระบบตั๋วร่วมนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอบรรจุวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยว รวมทั้งการโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีทอง และสีแดง มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทั้งนี้ปัจจุบันรัฐบาลยังติดข้อจำกัดเรื่องหนี้สาธารณะ จึงยังไม่สามารถนำงบประมาณไปซื้อรถไฟฟ้าคืนจากผู้ประกอบการได้ทันที จึงหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อหาแนวทางการระดมทุนในรูปแบบที่ไม่กระทบหนี้สาธารณะ ในลักษณะกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (TFFIF) ประมาณ 2 แสนล้านบาท นำมาใช้ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า คาดว่าขั้นตอนการระดมทุน จะใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ปี
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ในระยะ (เฟส) แรก จะทำเรื่องค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยวก่อน จะพยายามเริ่มให้ครบทุกสายทั้ง 8 สายได้ในช่วงต้นปี 2570 เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน โดยยังอยู่ระหว่างสรุปวงเงินที่ต้องชดเชยให้ผู้ประกอบการ เบื้องต้นจะใช้เงินจากกองทุน รฟม. ชดเชย และการเจรจากับผู้ประกอบการที่ต้องแบ่งรายได้ หรือผลประโยชน์ให้กับภาครัฐเพิ่มเติมในกรณีที่ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้นจากนโยบายตั๋วร่วม ส่วนสายสีเขียว และสีทอง ที่ปัจจุบันระบบยังไม่รองรับบัตร EMV ได้นั้น เมื่อโอนมา รฟม. แล้ว รฟม. ก็จะเป็นผู้ลงทุนติดตั้งหัวอ่านระบบ เพื่อให้สามารถใช้ตั๋วร่วมได้

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนในเฟสที่ 2 เมื่อระดมทุนได้แล้ว จึงจะซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องรอให้สัมปทานเดิมหมดอายุ แต่สามารถเจรจาซื้ออายุสัมปทานที่เหลืออยู่คืนมาได้ ยังไม่สามารถตอบได้ว่า การซื้อคืนรถไฟฟ้าจะแล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านเงินทุนด้วย โดยในเฟสที่ 2 จะจัดเก็บค่าโดยสารเป็นโซนตามระยะทาง หากเดินทางระยะใกล้ก็จ่ายค่าโดยสารในอัตราหนึ่ง ส่วนผู้ที่เดินทางไกลกว่าก็จ่ายเพิ่มอีกเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินต่อภาครัฐมากเกินไป อย่างไรก็ตามยังมีแผนขยายระบบตั๋วร่วมไปยังรถโดยสารประจำทาง และเรือโดยสารด้วย จะช่วยให้การเชื่อมโยงระบบตั๋วร่วมครอบคลุมการเดินทางสาธารณะทุกประเภท.



