
บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกาศกลยุทธ์ธุรกิจระยะ 5 ปี (2568–2572) มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานแห่งอนาคต โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก ภายใต้หลัก ‘5S Strategy’ ซึ่งประกอบไปด้วย S1. การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด, S2. การลงทุนในโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ, S3. การต่อยอดธุรกิจเกี่ยวเนื่องด้านพลังงาน S4. การเพิ่มมูลค่าให้กับโรงไฟฟ้าที่หมดอายุ และ S5. การลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพด้านพลังงานรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

‘นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทยังคงยึดธุรกิจผลิตไฟฟ้าและพลังงานเป็นแกนหลัก พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะการยกระดับประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ให้มีการใช้พลังงานคุ้มค่าและปล่อยคาร์บอนน้อยที่สุด รวมถึงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่ปลดระวางให้เกิดประโยชน์ใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ของโลก
ราช กรุ๊ป ให้ความสำคัญกับประเทศออสเตรเลียในฐานะตลาดที่มีศักยภาพสูงในการเติบโตของพลังงานสะอาด โดยได้มอบหมายให้ บริษัท ราช ออสเตรเลีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (RATCH Australia Corporation – RAC) เป็นหัวเรือในการขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งในครึ่งแรกของปีนี้ RAC สร้างรายได้คิดเป็น 19% ของรายได้รวม หรือกว่า 2,948 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากโครงการพลังงานสะอาดที่อยู่ระหว่างการพัฒนา


นิทัศน์กล่าวถึงโอกาสทางธุรกิจในออสเตรเลียว่า การที่ออสเตรเลียเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดตามเป้าหมาย Net Zero Emissions ทำให้บริษัทสามารถขยายการลงทุนด้านพลังงานทดแทนและระบบกักเก็บพลังงานได้มากขึ้น รวมถึงโครงการเสริมเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เช่น โครงการ Synchronous Condenser ที่โรงไฟฟ้าทาวน์สวิลล์ รัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซเดิมให้กลายเป็นระบบสนับสนุนโครงข่ายไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการดังกล่าวช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ป้องกันเหตุไฟฟ้าดับในวงกว้าง และเพิ่มความสามารถในการรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนสูง โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถือเป็นต้นแบบของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

ปัจจุบัน RAC บริหารโรงไฟฟ้าในออสเตรเลียรวมกำลังการผลิตกว่า 2,000 เมกะวัตต์ ครอบคลุมทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานทดแทนรวม 12 แห่ง โดยมีแผนสนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานหมุนเวียนของราช กรุ๊ป ให้เพิ่มเป็น 30% ของกำลังการผลิตรวมในปี 2573 และ 40% ภายในปี 2578 ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการใหม่ 9 โครงการ โดย 4 โครงการมีความคืบหน้าเด่นชัด ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์มารูลัน กำลังผลิต 150 เมกะวัตต์ พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน 81 เมกะวัตต์ กำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ปี 2570 รวมถึงโครงการระบบกักเก็บพลังงานเบรีลและอีแอล เอริช ที่เตรียมเปิดดำเนินการปี 2572 และโครงการพลังงานลมสปริงแลนด์ คาดเดินเครื่องในปี 2573


สำหรับตัวอย่างโครงการพลังงานสะอาดที่โดดเด่นของ RAC คือ ‘โรงไฟฟ้าพลังงานลมคอลเล็กเตอร์’ (Collector Wind Farm) รัฐนิวเซาท์เวลส์ กำลังผลิต 226.8 เมกะวัตต์ ซึ่งเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2564 สามารถจ่ายไฟให้กว่า 8 หมื่นครัวเรือนต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 3.2 แสนตันต่อปี ทั้งยังสร้างงานกว่า 150 ตำแหน่งในช่วงก่อสร้าง รวมถึงจัดตั้งกองทุนสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นกว่า 2.7 แสนดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาสังคมโดยรอบ ส่วนโรงไฟฟ้าทาวน์สวิลล์ กำลังผลิต 234 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่สนับสนุนความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในรัฐควีนส์แลนด์ ล่าสุดได้ต่อสัญญาการดำเนินงานอีก 10 ปีกับ Queensland Pacific Metal (QPM) เพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคงและขับเคลื่อนสู่พลังงานที่ยั่งยืน
นับตั้งแต่ปี 2554 ที่ราช กรุ๊ป เข้าซื้อกิจการกองทุน Transfield Services Infrastructure Fund และก่อตั้ง RATCH Australia Corporation (RAC) ก็ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างฐานธุรกิจพลังงานสะอาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัจจุบัน RAC ได้เติบโตเป็นผู้ผลิตพลังงานเอกชนชั้นนำในออสเตรเลีย โดยยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีเป้าหมายร่วมผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พร้อมขับเคลื่อน ราช กรุ๊ป ไปสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนเป็นศูนย์อย่างยั่งยืนในระดับโลก



