นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภาสายสื่อมวลชน เลขานุการและโฆษกกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวว่า ตนมีความกังวลต่อการแต่งตั้ง “หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข” ของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำหน้าที่เพียงระยะสั้น 4 เดือน หรืออาจไม่ถึง 4 เดือนก็ได้ และหลังการเลือกตั้ง หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล อาจมีการเปลี่ยนตัวคณะพูดคุยก็เป็นได้ ดังนั้น การแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขเพื่อไปพูดคุยกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน “บีอาร์เอ็น” จึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังไม่ได้เปรียบต่อสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ การพูดคุยหรือเจรจาในช่วงนี้อาจทำให้ “เสียเปรียบ” ต่อบีอาร์เอ็นได้

สิ่งที่ต้องมีความชัดเจนคือ การพูดคุยที่กำลังจะเกิดขึ้น พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา หัวหน้าคณะพูดคุย จะไปคุยกับบุคคลใดของบีอาร์เอ็น ซึ่งแกนนำสำคัญของบีอาร์เอ็น ได้แก่ “กาแม เวาะแล” หรือ “คอซาลี” รวมถึงผู้นำจิตวิญญาณอย่าง “บือราเฮง ปะจุศาลา” หรือ “นิเซะ นิฮะ” ซึ่งเป็นแกนนำที่สามารถ “เยส หรือ โน” ในการพูดคุยได้ หากไม่ได้พูดคุยหรือเจรจากับคนเหล่านี้ ก็ป่วยการ เพราะจะไม่มีความคืบหน้า เหมือนกับการพูดคุยที่ผ่านมา

อีกประเด็นสำคัญคือ “บีอาร์เอ็น” ยังคงเป็นองค์กรปิดลับ ไม่เคยเปิดเผยว่าใครเป็นแกนนำ และไม่เคยยอมรับหรือปฏิเสธการก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่า แกนนำของบีอาร์เอ็นจะไม่เข้าร่วมในเวทีการพูดคุยอย่างแน่นอน หากรัฐบาลต้องการพูดคุยกับแกนนำของบีอาร์เอ็น ต้องยื่นข้อเสนอผ่าน “ผู้อำนวยความสะดวก” ซึ่งเป็นตัวแทนจากรัฐบาลมาเลเซีย และหากมาเลเซียทำไม่ได้ ก็ไม่ควรเดินหน้าพูดคุย

นอกจากนี้ ยังต้องมีความชัดเจนว่า การพูดคุยครั้งนี้จะยึดกรอบของ “JCPP” หรือไม่ เพราะกรอบ JCPP ซึ่งเป็นข้อตกลงกับบีอาร์เอ็นในสมัยที่นายฉัตรชัย บางชวด เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเป็นการ “เสียเปรียบ” ต่อบีอาร์เอ็น และหากยังเดินตามกรอบนั้นต่อไป ก็อาจนำไปสู่การ “เสียดินแดน” ได้

อีกข้อกังวลคือ คณะพูดคุยชุดนี้จะพูดคุยกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนทุกกลุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องน่าวิตก เพราะจะทำให้การพูดคุยมีปัญหาและอุปสรรค เนื่องจากขบวนการเหล่านั้นส่วนใหญ่หมดสภาพแล้ว บางกลุ่ม “ตายไปแล้ว” ไม่มีทั้งกองกำลังติดอาวุธ แนวร่วม หรือสมาชิกในพื้นที่ ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงมานาน แล้วเหตุใดจึงต้อง “ฟื้นคืนชีพ” ให้ความสำคัญกับกลุ่มเหล่านี้

หากนำขบวนการเหล่านี้เข้าสู่โต๊ะเจรจา อาจทำให้ “บีอาร์เอ็น” ปฏิเสธที่จะร่วมพูดคุยกับคณะของ พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เพราะบีอาร์เอ็นเคยประกาศว่า หากมี “กลุ่มอื่น” ร่วมอยู่ในโต๊ะพูดคุย บีอาร์เอ็นจะไม่เข้าร่วมเจรจา

การนำขบวนการแบ่งแยกดินแดนทุกกลุ่มมาสู่โต๊ะพูดคุยในครั้งนี้ จึงเหมือนเป็นการ “ย้อนอดีต” ไปสมัยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย

สิ่งที่น่าสงสัยคือ การตั้งคณะพูดคุยครั้งนี้ ต้องการใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อ “คณะพูดคุย” หรือเพื่อ “เห็นความสงบสุขในพื้นที่” กันแน่ — ตรงนี้รัฐบาลต้องมีความชัดเจน และตอบประชาชนให้ได้