เมื่อวันที่ 16 ต.ค. น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการ กสทช. เปิดเผยถึงกระแสในโลกออนไลน์กรณีการสร้างภาพคู่ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านกล้องโพลารอยด์หรือแอปพลิเคชันอย่าง Gemini AI ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการสร้างภาพคู่กับศิลปิน ดารา นักร้อง หรือบุคคลสาธารณะที่ชื่นชอบ

น.ส.สุภิญญา กล่าวเตือนว่า แม้ภาพเหล่านั้นจะถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี แต่หากนำภาพของบุคคลอื่นมาใช้ ดัดแปลง หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ ย่อมเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและอาจผิดกฎหมาย โดยเฉพาะหากภาพดังกล่าวมีลักษณะล่อแหลมหรือทำให้เจ้าของภาพเสียหาย ถือเป็นประเด็นที่สังคมต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบทางจริยธรรมและกฎหมายในการใช้ AI

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นดังกล่าว โดย น.ส.สุภิญญา ระบุว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถสร้างภาพบุคคลได้สมจริงจนแทบแยกไม่ออก จึงเกิดคำถามสำคัญทางกฎหมายว่า “การปล่อยให้ระบบทำงานเองโดยไม่มีการควบคุม” จะถือเป็นความประมาทเลินเล่อหรือไม่ นักวิชาการด้านกฎหมายส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า ถือเป็น “ความประมาท” และเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐเริ่มกำกับดูแลเทคโนโลยีอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่หลายประเทศกำลังเผชิญคือ “ไม่รู้จะกำกับอย่างไร” เพราะยังมีความเห็นต่างในระดับนโยบาย บางฝ่ายเห็นว่าควรจำกัดเทคโนโลยีเพื่อป้องกันอาชญากรรม ขณะที่อีกฝ่ายกังวลว่าการควบคุมจะกลายเป็นการปิดกั้นนวัตกรรม ส่งผลให้ทั้งยุโรปและสหรัฐ กำลังอยู่ในช่วงถกเถียงระหว่าง “เสรีภาพทางเทคโนโลยี” กับ “ความปลอดภัยทางสังคม”

น.ส.สุภิญญา เสนอแนวทางว่า ควรเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการทำประชามติ หรือให้พรรคการเมืองผลักดันเป็น “นโยบายสาธารณะ” เพื่อกำหนดทิศทางการออกกฎหมายในอนาคต เพราะการกำกับเทคโนโลยีไม่ควรจำกัดอยู่ในห้องประชุมของนักกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องเกิดจากฉันทามติของสังคมผ่านการให้ความรู้และการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง สำหรับประเทศไทย แม้จะมีกฎหมายบางส่วน เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่สามารถใช้ได้ในบางกรณี แต่ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า “ยังไม่เพียงพอ” เพราะทั้งสองฉบับออกแบบมาเพื่อปัญหาคนละมิติ และยังมีข้อจำกัดด้านการตีความและการบังคับใช้ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะ หรือ “Regulation” เพื่อจัดการปัญหา Deepfake โดยตรง อาจอยู่ในรูปของพระราชบัญญัติใหม่ หรือประกาศของหน่วยงานอย่าง กสทช. หรือกระทรวงดิจิทัลฯ แนวคิดในการกำกับควรมีหลายระดับ ตั้งแต่การเตือนหรือปรับทางปกครอง ไปจนถึงความรับผิดทางแพ่งและอาญาในกรณีร้ายแรง เช่น การใช้ภาพปลอมเพื่อฉ้อโกง การเผยแพร่สื่อลามก หรือบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ พร้อมกันนั้น ภาครัฐควรจัดตั้งคณะทำงานด้านจริยธรรม AI เพื่อศึกษาตัวอย่างจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป

น.ส.สุภิญญา ระบุว่า การออกกฎหมายแบบ “แพตเทิร์นเดียว” คงไม่เหมาะกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จึงควรพัฒนากฎหมายไทยให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความเป็นจริง โดยไม่ลืมข้อจำกัดสำคัญของระบบไทยที่มักเผชิญกับ “ความล่าช้าและการบังคับใช้ที่ไม่เท่าเทียม” ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความยุติธรรมในยุคดิจิทัลในระหว่างที่กฎหมายใหม่ยังไม่เกิดขึ้น ภาครัฐสามารถใช้กลไกทางการเมืองควบคู่ไปด้วย เช่น ผลักดันให้พรรคการเมืองและรัฐบาลประกาศ “สัญญาประชาคมด้าน AI” ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Google หรือ Meta เพื่อกำหนดหลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับนโยบาย

อย่างไรก็ตาม น.ส.สุภิญญา มองว่าท่าทีของรัฐบาลไทยในปัจจุบันยังไม่แสดงความชัดเจนหรือให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก จึงเสนอให้เพิ่มประเด็น “การกำกับเทคโนโลยี AI และ Deepfake” เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อทดสอบวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองต่อการรับมือภัยจากเทคโนโลยีในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวอาจถูกใช้ในคดีอาชญากรรม เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการปลอมตัวบุคคลสำคัญ ซึ่งหากรัฐยังขาดความจริงจัง ปัญหานี้อาจทวีความรุนแรงและกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในวงกว้าง.