พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช. ด้านกฎหมาย เปืดเผยว่า หลังจากที่ กสทช. ได้เริ่มบังคับใช้ 8 มาตรการสำคัญ ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา ประกอบกับหลายประเทศให้ความสำคัญกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์ เช่น สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ที่มีการขึ้นบัญชีดำองค์กรและบุคคล ตลอดจนมีการยึดอายัดทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งอาชญากรรม และประเทศเกาหลีใต้ที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาดำเนินการในประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าสถิติการโทรหลอกลวงประชาชนมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยยะ แต่กลับมี เอสเอ็มเอส หรือ ข้อความสั้นหลอกลวงมาจากต่างประเทศ เพิ่มมากขึ้น
‘ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.68 เป็นต้นมา ได้มีการระงับไม่ส่งต่อ เอสเอ็มเอส ต้องสงสัยมากกว่า 1 ล้านข้อความต่อวัน ปัญหาดังกล่าว กสทช. ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ให้ความสำคัญ โดยได้หารือมาตรการควบคุมการส่งข้อความจากแอปพลิเคชันถึงบุคคลทั่วไปในรูปแบบ Application-to-Person หรือ A2P เพื่อป้องกันประชาชนตกเป็นเหยื่อ

พล.ต.อ.ณัฐธร กล่าวต่อว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีโทรคมนาคมฯ จึงได้มีมาตรการควบคุมการส่งข้อความจากแอปพลิเคชันถึงบุคคลทั่วไป โดยผู้ให้บริการจะต้องจัดแบ่งกลุ่มผู้ส่ง เอสเอ็มเอส แยกระหว่าง ผู้ส่งเอสเอ็มเอสจากต่างประเทศ และผู้ส่งในประเทศ การจัดแบ่งกลุ่ม เพื่อให้การคัดกรอง เอสเอ็มเอส มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น และผู้ให้บริการจะต้องมีระบบการลงทะเบียนผู้ใช้งานในประเทศ ที่ต้องการส่ง เอสเอ็มเอส ในรูปแบบ A2P จะต้องมีการยืนยันตัวตน เควายซี เพื่อแยกออกจากกลุ่มผู้ส่งจากต่างประเทศอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ผู้ให้บริการทุกเครือข่าย ต้องมีระบบตรวจสอบคัดกรองเนื้อหาหรือ SMS Firewall เพื่อตรวจสอบเนื้อหาที่มีความเสี่ยงไม่ให้ส่งไปยังผู้ใช้บริการ โดยเน้นหนักไปที่ เอสเอ็มเอส ที่ส่งมาจากต่างประเทศ และถ้าผ่านการตรวจคัดกรองเบื้องต้นแล้ว จะต้องติดสัญลักษณ์ไว้หน้าข้อความ เพื่อให้ผู้ใช้บริการรับรู้ว่าส่งมาจากต่างประเทศควรต้องระวัง เช่น เครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) และต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการทันที และต้อง ขึ้นทะเบียน ซิมบ็อกซ์จะเริ่มดำเนินการในเดือน พ.ย.68 โดยซิมบ็อกซ์ที่มีการขึ้นทะเบียนเท่านั้นที่จะสามารถใช้งานได้.


