สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวหลังพบหารือกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ที่ทำเนียบขาว ว่าการสนทนา “เป็นไปอย่างน่าสนใจและฉันมิตร” อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐย้ำว่า บอกกับอีกฝ่ายแบบเดียวกับที่พูดกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ก่อนหน้านั้น ว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะหยุดการสังหารและทำข้อตกลง” ระหว่างทั้งสองประเทศ


ทั้งนี้ ทรัมป์กล่าวว่า รัสเซียและยูเครนควรตรึงกำลังพลไว้ ณ จุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้สถานการณ์ซับซ้อนมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ปล่อยให้ทั้งสองประเทศอ้างชัยชนะ แล้วให้ประวัติศาสตร์เป็นผู้ตัดสิน


ขณะที่เซเลนสกียอมรับว่า หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับชีปนาวุธโทมาฮอว์กมาหารือกับทรัมป์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผู้นำสหรัฐไม่ต้องการสนทนาเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไม่ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย ทั้งที่ก่อนเข้าพบกับทรัมป์ ผู้นำยูเครนแสดงความเชื่อมั่น ว่าจะได้รับความสนับสนุนในเรื่องนี้


การพบกันระหว่างทรัมป์กับเซเลนสกีครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังการสนทนาทางโทรศัพท์กับปูติน เมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่า เป็นการสนทนา “ที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก” และผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องจะพบหารือกันที่กรุงบูดาเปสต์ของฮังการี “ภายในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า” เพื่อพูดคุยกันอย่างละเอียดเกี่ยวกับสงครามในยูเครน


ทรัมป์กล่าวว่า ปูติน “ไม่ชอบใจ” เมื่อเขายกประเด็นความเป็นไปได้ที่จะส่งมอบระบบขีปนาวุธโทมาฮอว์กให้กับยูเครน แต่ผู้นำสหรัฐกล่าวด้วยว่า สหรัฐไม่สามารถปล่อยให้ขีปนาวุธดังกล่าว “หมดไปจากคลังแสง” ได้ เพราะสหรัฐต้องใช้อาวุธดังกล่าวเช่นกัน


ขณะที่นายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า การสนทนาดังกล่าว “มีความเป็นแก่นสานในระดับสูง” และเปิดเผยด้วยว่า ผู้นำรัสเซียบอกอย่างตรงไปตรงมากับผู้นำสหรัฐว่า การมอบขีปนาวุธโทมาฮอว์กให้กับยูเครน “ไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในสนามรบ” แต่จะส่งผลกระทบต่อ “โอกาสในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ”.

เครดิตภาพ : AFP