“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามข้อสงสัยกับ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการ กสทช. ซึ่งเปิดมุมมองต่อประเด็นดังกล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีประเทศใดตอบคำถามนี้ได้ชัดเจน เพราะแม้เทคโนโลยีจะก้าวไปไกล แต่กฎหมายยังอยู่ในยุคตั้งหลัก
สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะด้าน AI แต่การกระทำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาปลอม เช่น ภาพตัดต่อหรือข้อความเท็จ มักถูกตีความภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งมีขอบเขตกว้างมาก ครอบคลุมตั้งแต่การนำเข้าข้อมูลเท็จไปจนถึงการเผยแพร่เนื้อหาที่กระทบต่อชื่อเสียงหรือสิทธิของผู้อื่น

พร้อมยอมรับในทางปฏิบัติทุกฝ่ายใน “ห่วงโซ่” การสร้างเนื้อหาควรมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน ตั้งแต่ผู้ใช้งานที่ป้อนคำสั่ง เจ้าของระบบที่ออกแบบอัลกอริทึม หรือแพลตฟอร์มที่เผยแพร่
ส่วนระดับสากล หลายประเทศเริ่มหารือเรื่อง AI Governance หรือกรอบจริยธรรมและความรับผิดชอบการใช้ AI เช่น สหประชาชาติและสหภาพยุโรป ต่างเริ่มวางร่างแนวทาง เพราะเทคโนโลยีพัฒนาเร็วกว่าที่คาดไว้ จากเดิมนักวิชาการคิดว่า AI จะเริ่มมีอิทธิพลจริงราวปี 2030 แต่กลับเกิดขึ้นเร็วกว่ามาก
คนสาธารณะในยุคดิจิทัล : เส้นบางๆ สิทธิกับการวิจารณ์
ประเด็นบุคคลสาธารณะ เช่น ศิลปิน นักการเมือง ถูก AI สร้างภาพหรือเนื้อหา สุภิญญา ระบุ ประเด็นนี้ละเอียดอ่อน เพราะบุคคลสาธารณะควรอดทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าคนทั่วไป แต่ต้องไม่ถึงขั้นปล่อยให้ถูกละเมิดสิทธิในภาพลักษณ์ พร้อมเสนอควรเปิดช่องแก้ไขที่สมเหตุสมผล เช่น ขอโทษหรือชี้แจง มากกว่าการดำเนินคดีอาญาทันที
“การล้อเลียนเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเป็นการสร้างภาพปลอม ข่าวเท็จ หรือใช้ชื่อเสียงคนอื่นเพื่อโฆษณาสินค้า แบบนั้นถือว่าละเมิดแน่นอน”

Deepfake เมื่อ AI ต้องสู้กับ AI
สุภิญญา ให้ความเห็นแนวทางตรวจจับ Deepfake โดยย้ำยั่งยืนสุด คือ “ให้ AI สู้กับ AI” ให้แพลตฟอร์มพัฒนาเครื่องมือตรวจจับอัตโนมัติ พร้อมติด “ป้ายเตือน” หรือ “ลายน้ำ” เพื่อแจ้งผู้ชมว่าเนื้อหานั้นสร้างด้วยเทคโนโลยี แต่ความท้าทาย คือ เมื่อคลิปหรือภาพถูกดาวน์โหลดจากต้นทาง เช่น TikTok ไปยัง Line หรือ Facebook และลบลายน้ำออก ระบบตรวจจับจะตามไม่ทัน ทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิดได้ง่าย จึงเสนอให้มีความร่วมมือระดับโลกระหว่างแพลตฟอร์ม เช่น ข้อตกลงระดับ UN เพื่อให้ระบบเตือน Deepfake ทำงานเชื่อมโยงกันทั่วโลก
PDPA กับสิทธิใน “ภาพจำลอง”
ภายใต้หลักกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หากภาพที่สร้างด้วย AI มีใบหน้าคล้ายเจ้าของสิทธิมาก จนคนเข้าใจว่าเป็นบุคคลนั้นถือว่า “ละเมิดสิทธิในภาพลักษณ์” ได้ แม้จะไม่มีภาพต้นฉบับจริง แต่ปัญหาคือ การพิสูจน์ในทางเทคนิคทำได้ยาก และหลายคนยังโพสต์รูปสาธารณะโดยไม่ระวัง ทำให้ข้อมูลส่วนตัวถูกนำไปใช้ไม่รู้ตัว
“เราควรสร้างระบบแจ้งเตือนเจ้าของภาพต้นทาง เช่น ผ่านบล็อกเชน หรือระบบอัตโนมัติแบบที่ Facebook เคยมี เพื่อให้เจ้าของภาพรู้ทุกครั้งที่ข้อมูลตัวเองถูกนำไปใช้”
ทั้งนี้ เสนอแนะในประเด็นการยินยอม (Consent) หากบุคคลเคยอนุญาตให้ใช้ภาพในแคมเปญหนึ่ง แต่ต่อมาภาพนั้นถูก AI ดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตใหม่ การยินยอมเดิม “ถือว่าหมดผลทันที” ตามหลัก PDPA
อย่างไรก็ตาม ระบบขอความยินยอมในแพลตฟอร์มปัจจุบันยังมีจุดอ่อน เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่ “จำใจยินยอม” เพื่อเข้าใช้บริการโดยไม่รู้ว่าข้อมูลของตนจะถูกนำไปเทรน AI หรือไม่

ต้องมีก.ม.ใหม่-ใช้ของเดิมไม่พอ
กฎหมายเดิมอย่าง PDPA หรือพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ยังไม่เพียงพอจัดการ Deepfake เพราะไม่มีบทบัญญัติเฉพาะ จึงควรมีกฎหมายใหม่ที่กำหนดระดับความผิดชัดเจน กรณีล้อเลียนทั่วไป ใช้เพียงเตือนหรือชี้แจง, กรณีหน่วยงานรัฐหรือองค์กรละเมิดสิทธิ ใช้สิทธิทางแพ่งหรือปกครอง และกรณีเจตนาหลอกลวงหรือก่ออาชญากรรม ใช้โทษอาญาเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้เสนอให้ภาครัฐเจรจากับบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ระดับโลก เช่น Google, Meta, Microsoft เพื่อสร้าง “สัญญาประชาคมดิจิทัล” และกำหนดความรับผิดร่วมในระดับนโยบาย
ส่วนการดำเนินคดี ศิลปินหรือดาราถูกเจนภาพล่อแหลม สามารถฟ้องทั้งทางแพ่งและอาญาพร้อมกันได้อยู่แล้ว แต่เตือนว่าปัญหา คือ กฎหมายอาญาในไทยมักถูกใช้ “ฟ้องปิดปาก” มากกว่าปกป้องเหยื่อจริง
พร้อมทิ้งท้าย การรักษาความจริงในโลกดิจิทัล ยุค AI ไม่อาจทำได้โดยลำพัง แต่ต้องร่วมมือกัน คือ แพลตฟอร์ม ต้องพัฒนาเครื่องมือตรวจจับ, ภาครัฐ ต้องออกกฎหมายและกำกับดูแล, องค์กรสื่อ ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงทางเทคโนโลยี และประชาชนต้องรู้เท่าทันและสร้างภูมิคุ้มกัน
“ในโลกที่ AI สามารถสร้างความจริง-ปลอมได้หมด การปกป้องความจริงต้องอาศัยทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือความอยู่รอดของสังคมมนุษย์” สุภิญญา ระบุ.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



