หลังจากได้รับความเห็นชอบจาก วุฒิสภา ในเข้ามาดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) หรือ  “ซูเปอร์บอร์ด” เพื่อทำหน้าที่  ติดตามประเมินผลการดำเนินงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. นั้น

ถือเป็น  กตป. ชุดที่ 4 ที่เข้ามาทำหน้าที่ จำนวน 5 คน  ประกอบด้วย  พลตำรวจตรี เอกธนัช ลิ้มสังกาศ ประธาน กตป. และ กตปด้านกิจการกระจายเสียง , ดร. พันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา กตป. ด้านกิจการโทรทัศน์ รองศาสตราจารย์ ดร. อุรุยา วีสกุล กตป. ด้านกิจการโทรคมนาคม  พลเอก สิทธิชัย มากกุญชร กตป. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค  และ  น..อิสรารัศมี์ เครือหงส์ กตป. ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งได้จัดประชุมเพื่อสื่อสารประเด็นและเกณฑ์พร้อมกำหนดกรอบแนวทางสำคัญในการประเมินผลการดำเนินงานตามหน้าที่ไปแล้ว

วันนี้ “เดลินิวส์” จะมาพูดคุยถึงนโยบายและทิศทางการทำงานของ กตป.ชุดนี้  หลังจากที่ผ่านมาๆ สังคมมองว่าการทำงาน ของ  “ซูเปอร์บอร์ด” ชุดก่อนๆ เป็นเหมือน “เสือกระดาษ” ที่ไม่สามารถตรวจสอบบอร์ด กสทช. ได้อย่างจริงจัง

ภาพ pixabay.com

พลตำรวจตรีเอกธนัช  ลิ้มสังกาศ ประธาน กตป. และ กตปด้านกิจการกระจายเสียง บอกว่า การทำงานของ กตป.ชุด ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภามาแล้ว ได้มีการประชุมกันและมีมติชัดเจน ที่จะทำงานแบบมิติใหม่ในการติดตามการทำงานของ กสทช. ให้มีประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุด โดยใช้การประเมินแบบ Rubric ซึ่งเป็นเกณฑ์การประเมินคุณภาพที่เชื่อมโยงกับกระบวนการและความหมายเชิงนโยบาย ทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่รอบด้าน เพื่อสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล

นอกจากนั้น การประเมินเชื่อมโยงกับกรอบมาตรฐานที่ OECD Media board และใช้ประเมินองค์กรกำกับดูแล 6 มิติ ได้แก่ โครงสร้างและธรรมาภิบาลองค์กร อำนาจหน้าที่และขอบเขตการกำกับ กระบวนการและการมีส่วนร่วม ขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและเครื่องมือการกำกับ ผลลัพธ์ของการกำกับ และการกำกับดูแลที่ยึดคุณค่าและหลักการที่พึงประสงค์

 ทาง กตป. จะติดตาม 5 ด้าน ได้แก่ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม การคุ้มครองผู้บริโภค และการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จะร่วมติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เพื่อสะท้อนภาพรวมการทำงานทั้งด้านโครงสร้าง บทบาท และผลลัพธ์จากการกำกับดูแลที่เกิดขึ้นจริงในสภาวการณ์ปัจจุบัน

นอกเหนือจากนี้ยังพิจารณาจากการกำหนด KPI ปี 68 ของแผนที่เกี่ยวข้อง อาทิ แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ ฉบับ พ.ศ. 2567 แผนการบริหารสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 3 แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 2 แผนยุทธศาสตร์สำนักงาน กสทช. และนโยบายที่สำคัญของ กสทช. เป็นต้น


ภาพ pixabay.com

“ เรื่องใดที่มีปัญหาจะลงไปช่วยตรวจและแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องเพื่อให้งานไปได้ โดยหลายๆเรื่องที่ กสทชมีข่าวต่อสื่อมวลชนแล้ว เป็นคำถามที่ประชาชนสงสัยแล้วไม่มีคำตอบอธิบายให้สาธารณะว่าเกิดอะไรขึ้น ทิศทางจะเป็นอย่างไร เช่น เรื่อง ทีวีดิจิทัล ซึ่งอีก  ปีหมดอายุใบอนุญาต ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ประมูล แต่ เชื่อว่าไม่มีใครประมูล ซึ่งจะทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ซึ่งเป็นบริการพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนได้รับรู้”

“เรื่องนี้ต้องกลับมาคิดต่อว่า จะต้องแก้กฎหมาย หรือปรับแนวทางอย่างไร เหลือเวลาไม่มากจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ โดยที่ไม่ขาดทุน  และจะมีการแบ่งผลกำไรให้รัฐอย่างไร ซึ่งบางครั้งไม่จำเป็นต้องได้จำนวนเงินมาก ประโยชน์สาธารณะได้มาบางส่วน  แต่ความสำคัญกับประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารสำคัญกว่า ต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เพราะเอกชนไม่ได้ลงทุนบาทสองบาท แต่เป็นพันล้าน หากไม่มีนโยบายที่ชัดเจนใครจะมาลงทุน และหากไม่มีใครลงทุนคนที่เสียหายคือ ประชาชน ต้องมากำหนดว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่ง กตป.จะมาติดตามเร่งรัดให้ กสทช.เร่งทำหาทางออก เพื่อสาธารณะเพื่อประชาชน”

นอกจากนี้ในเรื่อง OTT หรือ “Over-the-top” ที่เป็นบริการคอนเทนต์ เช่น ภาพยนตร์ เพลงและรายการทีวี ผ่าน อินเทอร์เน็ตโดยตรง  และเรื่องหลอกลวงออนไลน์  สแกมเมอร์ ป่านแพลตฟอร์ม ที่มีคดีหมื่นกว่าคดีต่อเดือนที่ลดลงไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่หลอกผ่านแพลตฟอร์มโซเซียล  ทางกตป. คงต้องติดตามและกดดันให้เกิดนโยบายที่ชัดเจนเพื่อนำไปเสนอรัฐบาลเช่น ควรจะมีกฎหมายเข้ามาควบคุม  OTT หรือไม่  และแพลตฟอร์มที่หลอกลวงประชาชนบนโซเซียล เครือข่ายมือถือ หรืออินเทอร์เน็ต ควรจะต้อมีการเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายมากขึ้นหรือไม่


ภาพ pixabay.com

“ปัจจุบันคดีเหล่านี้เกิดขึ้นเกือบล้าน แต่ตำรวจจับได้หลักหมื่นเท่านั้น ประชาชนที่เหลือจะทำอย่างไร ให้นั่งรอชะตากรรมหรือ เพราะทุกคนบอกไม่มีอำนาจไม่เกี่ยวข้อง อินเทอร์เน็ตวิ่งผ่านประเทศไทย จะไม่อยู่ในกำกับกฎหมายไทยได้อย่างไร ขนาดเครื่องบินบินผ่านประเทศยังต้องขออนุญาต มีหลายเรื่องรัฐต้องมีอำนาจในการควบคุม เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยและได้รับประโยชน์จากการใช้งานเครือข่ายโทรคมนาคม และอินเทอร์เน็ต ซึ่งทาง กตป.ชุดนี้จะเข้ามาผลักดันตรงนี้”

“วันนี้ใครก็สงสัยหลายเรื่อง และยังไม่มีคำตอบ สังคมมองว่า กสทช. เป็นองค์กรอิสระ ที่ตรวจสอบไม่ได้ เป็นเหมือนเมืองลับแล ทาง  กตป .ชุดนี้ก็จะเข้ามาทำงานว่าไม่ใช่เหมือนลับแล มีเรื่องมา กตป. ก็เข้าไปตรวจสอบ และมีข้อมูลแบบนี้ เพื่อบอกต่อสาธารณะ แต่เราไม่มีอำนาจไปตัดสินใครผิดใครถูก แต่เรามีอำนาจติดตามและตรวจสอบ ประเมินผลให้คำแนะนำและนำผลไปรายงานผู้เกี่ยวข้องและประชาชน ซึ่งประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเองว่า กสทช. ทำถูกหรือผิด หรือควรจะไปทิศทางไหน ซึ่งหน้าที่ กตป. มีเท่านี้”

ทั้งป็นแนวทางและนโยบายของ “ซูเปอร์บอร์ด” ชุดที่ ที่ต้องจับตามองว่าจะสามารถทำงานบรรลุตามเป้าหมายหรือไม่?

จิราวัฒน์ จารุพันธ์