เมื่อป่วยอาการไม่รุนแรงมาก คนไทยเลือกซื้อยาจากร้านยาใกล้บ้าน แต่ความอยากหายไวๆ ทำให้มักจะขอยาแก้อักเสบ หรือบอกว่าขอยาแรงๆ ซึ่งมีผลกระทบมากกว่าที่คิด การใช้ยาแรงโดยไม่มีความจำเป็นทำให้เกิดเชื้อดื้อยา (Antimicrobial Resistance: AMR) เป็นภัยคุกคามทางสาธารณสุขที่รุนแรง ตัวเลขสถิติผู้เสียชีวิตกว่า 38,000 รายต่อปี
เมื่อเร็วๆ นี้ มีเวทีเสวนา “ดื้อยาหยุดได้”เพื่อถอดรหัสสาเหตุเชิงโครงสร้างและพฤติกรรม พร้อมแนะแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อให้คนไทยก้าวข้ามวิกฤตินี้ไปด้วยกัน วิทยากรแสดงความเห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายการเข้าถึงยาที่ดี แต่ยังขาดความเข้มแข็งในเรื่องระบบ “การกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพ” (Antibiotic Stewardship) โดยเฉพาะในส่วนของร้านขายยาภาคเอกชนที่ยังไม่มีระบบตรวจสอบและติดตามที่เข้มข้นเพียงพอ ส่งผลให้เกิดแนวโน้มการจ่ายยาเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างมหันต์ เพราะการสะสมเชื้อดื้อยาในร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานนับปี เพียงแค่การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อในหลักสัปดาห์ ก็สามารถกระตุ้นให้เชื้อเกิดการกลายพันธุ์และดื้อยาได้
ฝั่งเภสัชกรยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ภัยจากเชื้อดื้อยานั้นอยู่รอบตัวเรามากกว่าที่คิด ไม่ใช่เพียงแค่การกินยาผิดเท่านั้น แต่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและการทำปศุสัตว์ที่มีการใช้ยาเกินความจำเป็น ล้วนมีผลต่อการเกิดโรคดื้อยาทั้งสิ้น เพราะเชื้อดื้อยาสามารถตกค้างและแพร่กระจายผ่านแหล่งน้ำและห่วงโซ่อาหารกลับมาสู่มนุษย์ได้ในที่สุด
ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธานคณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) ชี้ว่า ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ การคิดว่า “เจ็บคอต้องใช้ยาปฏิชีวนะ” ทั้งที่จริงแล้ว อาการเจ็บคอส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และมักหายได้โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ สำหรับอาการเจ็บคอ มีวิธีสังเกตการติดเชื้อแบคทีเรียด้วยหลัก “3 มี 1 ไม่” ได้แก่ มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส มีฝ้าขาวที่คอหอยหรือต่อมทอนซิล มีต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอโตและกดเจ็บและไม่มีอาการไอ หากมีอย่างน้อย 3 ใน 4 ข้อควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการใช้ยาปฏิชีวนะ

แต่หากมีแต้มเพียง 1–2 ข้อ มักเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งพฤติกรรมการใช้ยาเกินความจำเป็นเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ต้องเร่งแก้ไข สิ่งสำคัญที่เราควรช่วยกันปรับ เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็น คือ 1. ใช้หลัก “3 มี 1 ไม่” ในการเช็กอาการ 2. เลิกเรียกยาปฏิชีวนะว่า “ยาแก้อักเสบ” เพื่อลดความสับสน 3. ไม่เริ่มใช้ยาปฏิชีวนะเองก่อนได้รับการซักประวัติและตรวจร่างกาย
หากจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ สิ่งสำคัญที่เราควรทำเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา คือ 1. ไม่ขอยาแรง แต่ขอใช้ยาที่เหมาะกับเชื้อก่อโรค 2. ใช้ยาให้ถูกขนาดตามฉลากยา และ 3. ใช้ยาให้ครบตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดเพราะการใช้ยาที่เหมาะกับเชื้อ ขนาดที่ถูกต้อง และระยะเวลาที่ครบ จะช่วยลดโอกาสการเกิดเชื้อดื้อยาได้
หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่มีระบบการจ่ายยาที่สมเหตุผล ประชาชนที่มีความรู้เท่าทันโรค และนักสื่อสารที่ช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคือการลดความสูญเสียทั้งชีวิตและงบประมาณแผ่นดินกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี
ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลและเนื้อหาความรู้เพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ “กินยาสมเหตุ หายโรคสมผล ทุกคนสมใจ” เพจ pillproperly



