เพราะอุปการณ์สำคัญในการเดินทางท่องเที่ยวแบบไม่ก่อมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมอย่างล้อเดียว ที่ใช้แบตเตอร์รี่ชาร์จไฟฟ้า ไม่สามารถที่จะพกพาไปเที่ยวไหน ๆ ด้วยกันโดยทางเครื่องบินได้ รถบัสที่พาทุกคนไปแบบทางเดียวไปด้วยกันจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด และออกสตาร์ทตั้งแต่บ่ายแก่ ๆ แวะปั้มเรื่อย ๆ ตลอดทางจนไปถึงนครพนมตอนเช้ามืด มีเวลาให้ปลุกร่างกายให้ตื่นจากการเดินทางไกล เติมพลังด้วยอาหารเช้าสไตล์ท้องถิ่นของคนนครพนม แล้วก็ได้เวลาข้ามพรมแดนสู่แขวงคำม่วน สปป.ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3

เคียร่า ไกด์สาวชาวลาว เล่าให้ฟังว่า แขวงคำม่วน หรือจังหวัดคำม่วน เดิมเคยมีชื่อว่า “ท่าแขก” เพราะเคยเป็นเมืองท่าที่รับแขกบ้านแขกเมืองหลากเชื้อชาติมาก่อนตั้งแต่อาณาจักรล้านช้างเรื่อยมา แต่รัฐบาล สปป.ลาวเห็นว่า ชื่อไม่ได้สื่อความหมายถึงเชื้อชาติ จึงเปลี่ยนมาเป็น “คำม่วน” แทน ส่วนท่าแขกยังคงอยู่ในฐานะชื่อของเมืองเอกของแขวง

ฟังเรื่องเล่าเพลิน ๆ จากถนน 2 เลนมีไหล่ทางแบบบ้านเรา ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นถนนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยหลุมบ่อ ไม่ต้องถามหาเส้นแบ่งถนนหรือไหล่ทาง นั่นทำให้ระยะทางร้อยกว่ากิโลเมตรต้องใช้เวลายาวนานกว่าที่คิด แต่ในที่สุดก็ถึงที่หมาย The Rock Viewpoint” (เดอะร็อควิวพอยท์) หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสุดเสียวและสุดสวยของ สปป.ลาว ซึ่งตั้งอยู่ในโอบล้อมของพูผาม่าน ในพื้นที่เขตอนุรักษ์แห่งชาติภูหินปูน

ท่ามกลางป่าหินปูนโบราณอายุไม่ต่ำกว่า 65 ล้านปี ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในป่าหินปูนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย การผจญภัยสุดระทึกถูกสร้างสรรค์ขึ้นเป็นเส้นทางห้อยโหนไปตามซิปไลน์ 5 เส้น ตาข่ายแมงมุมผืนกว้างยาว 62 เมตรเชื่อมต่อระหว่างยอดเขาหินปูนสองฝั่ง สะพานลิงขนาดย่อมแบบเดินเดี่ยวที่ทอดยาว รวมถึงสลิงและเหล็กกล้าที่ถูกฝังเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวยามที่ต้องปีนป่ายอยู่บนยอดเขา และทางเดินป่าที่ทำหัวใจเต้นแรงเพราะความสูงชัน เป็นความเร้าใจที่เตรียมไว้ให้สมาชิกล้อเดียวได้ทดสอบจิตใจตลอดระยะเวลาราว 2 ชั่วโมง

ใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ที่มีก่อนจะเริ่มแทบจะหายไปในทันที เมื่อได้เห็นภาพสุดอลังการของเทือกเขาหินปูนเบื้องล่าง แม้จะยังมีความเสียวเพราะซิปไลน์ต้อนรับเส้นแรกที่ยาวที่สุดแต่ความสวยก็กลับเอาชนะไปได้ เมื่อข้ามไปอีกฝั่งยังไม่ทันได้ตั้งตัวเส้นต่อไปก็ตามมาเพียงแค่ปีนข้ามฝั่ง ก่อนจะมีอีกเส้นตามมาติด ๆ จบซิปไลน์ 3 เส้นรวดแล้วต่อด้วยสะพานลิงที่เดินเดี่ยวยังพอชิล แต่พอเดินพร้อมกัน 5 คนความโยกคลอนกลับเพิ่มเป็นทวีคูณจนต้องสลับกันหยุดถ่ายรูป ก่อนจะไปเสียวกว่าเดิมกับตาข่ายแมงมุมที่เดินไปก็กลัวเท้าจะหลุดตกร่องไป

สุดทางตาข่ายก็ต้องผ่านบันไดลิงอีกเส้นและปีนต่อขึ้นไปยังจุดชมวิว แม้จะทุลักทุเลไปบ้างระหว่างทาง แต่บอกเลยว่า ณ จุดชมวิวนั้นทำให้ลืมความเหนื่อยและเสียวไปจนหมด พักใจพักสายตาจนหนำใจแล้วก็กลับมาซิปไลน์ต่ออีกเส้น จากนั้นเดินไปตามทางป่าสูงชันอีก 300 เมตร ก่อนจะจบด้วยซิปไลน์เส้นสุดท้ายที่พากลับมายังด้านล่างของร้านอาหารขอบใจเด้อ แหล่งเสบียงสำคัญของเดอะร็อควิวพอยท์

ปกตินักท่องเที่ยวที่จะมาเล่นซิปไลน์สามารถเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับจากเมืองท่าแขกได้ โดยใช้เวลาเดินทางเที่ยวละราว 2-3 ชั่วโมง แต่สำหรับชาวล้อเดียวแล้วการมีโอกาสได้มาพักค้างแรมท่ามกลางธรรมชาติบริสุทธิ์ย่อมดีกว่า เพราะนอกจากจะได้สูดอากาศเต็มปอดแล้ว ยังถือเป็นฐานที่มั่นระหว่างเล่นล้อไปแหล่งท่องเที่ยวอื่นในพื้นที่ด้วย

แล้วก็ถึงเวลาพาล้อออกวิ่ง จุดหมายอยู่ที่ “ถ้ำกองลอ” ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดใน สปป.ลาว เพราะไม่ใช่ถ้ำที่เข้าไปแล้วต้องออกมาทางเดิมแบบถ้ำปกติทั่วไป เพราะนี่คือถ้ำน้ำลอด ที่ลอดยาวถึง 7 กิโลเมตร ที่ชาวบ้านในพื้นที่ใช้เป็นเส้นทางเดินเรือจากเมืองคูนคำไปสู่เมืองนากายได้ด้วย ภายในถ้ำที่มืดสนิทมีแสงไฟจากไฟฉายดวงใหญ่ที่สวมอยู่บนศีรษะของนายท้ายเรือเป็นแสงนำทาง ด้วยความเชี่ยวชาญและชำนาญพื้นที่ เส้นทางคดเคี้ยวภายในถ้ำจึงให้ความรู้สึกราวกับการแล่นเรือไปตามคลองทั่วไป

เรือหางยาวที่พร้อมถอดประกอบเครื่องและหาง จะรับผู้โดยสารได้ลำละ 3 คน เพราะน้ำมันเรือจะสามารถพาเข้าไปเที่ยวและพากลับมายังจุดเริ่มต้นแบบพอเหมาะพอดี แต่หากมีสมาชิกเกินน้ำมันก็อาจจะหมดกลางทางจนได้ลอยลำเติมน้ำมันท่ามกลางความมืดสงัดได้ ภายในถ้ำนอกจากจะมีหาดทรายเป็นช่วง ๆ ยังมีหินงอกหินย้อยขนาดใหญ่ที่สามารถแวะเที่ยวชมได้ 2 แห่ง ก่อนจะไปนั่งเล่นหมู่บ้านปลายทางซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติบางคนจะพกมอเตอร์ไซค์ขึ้นเรือมาด้วย เพื่อขี่ไปเที่ยวต่ออีกเมือง

ออกจากถ้ำแล้วกลับขึ้นล้ออีกครั้งเพื่อไปยังสปริงริเวอร์รีสอร์ท ที่นอกจากจะเป็นจุดเติมพลังยังเป็นจุดเริ่มต้นการพายคยัคเข้าไปชมความสวยงามของบลูลากูนที่อยู่ไม่ไกลด้วย แต่ในช่วงปลายฝนที่ฝนยังไม่ยอมลาจาก น้ำที่ควรจะนิ่งเป็นสีเขียวฟ้าจึงยังไม่ได้สวยราวกับบึงน้ำในป่าหิมพานต์ แต่กระนั้นเหล่าชาวล้อเดียวก็ยังสนุกสนานกับการพายคยัค เพราะบางคนเพิ่งพายครั้งแรกแบบที่ไม่มีใครมาอบรมวิธีการก่อน มีแต่เสียงของเพื่อนร่วมพายที่คอยบอกเทคนิค จนสุดท้ายก็จบลงแบบเปียกปอนแต่ไม่มีใครพายจนล่ม

ได้เวลาจากลาก็กลับขึ้นล้อเดียวกันอีกครั้ง จากความตั้งใจเดิมที่บางคนจะเล่นล้อกลับไปจนถึงเดอะร็อควิวพอยท์ แต่เพราะแบตเตอร์รี่ที่หมดไวเพราะเร่งเครื่องแรงในช่วงแรก จึงมาได้เพียงครึ่งทาง หลังจากแวะเก็บภาพกับทิวเขาหินปูนที่มีทุ่งนาเหลืองอร่ามเป็นฉากหลัง

แล้วก็ได้เวลาอำลาเทือกเขาพูผาม่านกลับเข้าสู่เมืองท่าแขก ด้วยระยะทาง 130 กิโลเมตร ซึ่งเป็นทางเขาเกือบครึ่ง จึงต้องยอมขนล้อเดียวขึ้นรถตู้ ส่วนคนขึ้นรถบัส 3 ชั่วโมงผ่านไปทุกคนก็มาถึงเมืองท่าแขก หลังเก็บสัมภาระเรียบร้อยล้อเดียวก็ออกมาโลดแล่นอีกครั้ง คราวนี้จุดหมายอยู่ที่ “ถ้ำหนองปลาเชื่อม” หรือ “ถ้ำปลาเชื่อม” ถ้ำที่ แอนนา หัวหน้าแกงค์ไกด์สาวชาวลาวบอกว่า เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568 หลังจากปิดไปนานนับตั้งแต่มีการระบาดของโควิด 19

ว่ากันว่าชาวบ้านที่มาหาปลาบังเอิญมาเจอถ้ำแห่งนี้เข้า และพบว่าภายในมีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม ต่อมาจึงได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ชื่อของถ้ำมาจากชื่อของปลาที่อยู่ภายในถ้ำที่ชาวลาวเรียกว่าปลาเชื่อม ปลาน้ำจืดที่อยู่ในวงศ์เดียวกับปลาเนื้ออ่อนที่คนไทยคุ้นเคย ภายในมีการทำทางเดินเข้าไปในถ้ำลอยอยู่บนแอ่งน้ำใสราวกระจก พร้อมติดไฟสีสันแตกต่างที่ให้ความรู้สึกต่างกันในแต่ละช่วง โดยด้านในสุดเชื่อกันว่าลายหินที่เรียงตัวเป็นริ้วคือเกล็ดพญานาค โดยมีเสาค้ำยันหินงอกหินย้อยขนาดใหญ่อยู่ถัดไป อีกด้านคือหมู่หินย้อยที่ว่ากันว่าคือเมืองบังบด ระหว่างทางยังมีแท่นบูชาหน้าหินรูปร่างคล้ายเศียรพญานาคขนาดใหญ่ที่มีหินคล้ายเหล่างูบริวารอยู่โดยรอบ

จากแดดเปรี้ยงตอนเข้าถ้ำไปออกมาสภาพอากาศเปลี่ยนเป็นฟ้าครึ้มฝนตก แต่ชาวล้อเดียวไม่แคร์เพราะแค่ฝนพรำเบา ๆ พากันขี่ล้อลุยต่อ จากเดิมที่จะไปท่าฝรั่งเพื่อพายคยัคเล่นแต่เพราะฤดูฝนที่ยังไม่ยอมจากไปจึงยังไม่สามารถไปเที่ยวได้ เป็นการเล่นล้อกลับเข้าเมืองท่าแขก แต่จะไปทางถนนธรรมดาก็คงไม่สะใจ เส้นทางออฟโร๊ดลูกรังที่อยู่ระหว่างทางจึงเป็นคำตอบ ขระที่ทุกคนเล่นล้อไปตามเส้นทางนั้นฝนที่พรำก็กลายเป็นตกหนัก ทีมงานออโต้วิชั่นเป็นห่วงสวัสดิภาพของคนเล่น แต่พี่แมว หัวหน้าทีมเด็กซนกลุ่มนนท์บอกไปต่อ เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของสมาชิกที่ผ่านเส้นทางมากมายมาแล้ว ทุกคนจึงพร้อมใจกันเล่นต่อและไปให้สุดจนถึงกลับเข้าไปยังเมืองท่าแขก

ข้าวปั้น สาวล้อเดียวที่เพิ่งเล่นได้ปีกว่า ๆ และไม่มั่นใจกับทางลงเขาที่ถนนขรุขระ คือคนแรกที่ทุกคนเป็นห่วง แต่กลับกลายเป็นว่าข้าวปั้นผ่านเส้นทางออฟโร๊ดท่ามกลางในตกหนักมาได้แบบราบรื่น ขณะที่ล้อเดียวรุ่นเก๋าบางคนแอบตกหล่มล้อกลิ้งกันเป็นระยะ ๆ คืนนั้นทุกคนต่างเล่าขานถึงความสนุกสนานระหว่างเส้นทางที่ผ่านมา ก่อนจะพาล้อเดียวเข้าตรอกนู้นออกซอยนี้สำรวจเมืองท่าแขกจนทั่ว

ก่อนที่การเล่นล้อของสมาชิกจบลง ทุกคนพร้อมใจกันใส่ผ้าไทยเข้าวัดไปสักการะพระธาตุที่ “วัดศรีโคตรบูร” หรือ “วัดพระธาตุศรีโคดตะบอง” วัดเก่าแก่ของเมืองท่าแขก ก่อนจะทิ้งทวนด้วยการเล่นล้อขึ้นไปยัง “เขื่อนน้ำเทิน 2” แม้เส้นทางจะคดเคี้ยวและต้องขึ้นเนินอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเด็กซนกลุ่มนนท์

ทริปล้อเดียวครั้งนี้จบลงด้วยความประทับใจเช่นเคย จูน อีกหนึ่งสาวล้อเดียวในทริปซึ่งเข้าร่วมตั้งแต่ครั้งแรกบอกว่า ตอนเล่นแรก ๆ จัดเป็นล้อเดียวสายโหดแต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นเล่นให้สนุกและปลอดภัย ซึ่งตรงกับแนวทางของผู้จัดออโต้วิชั่นที่ต้องการให้ทุกคนได้สนุกกับเส้นทางและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ระหว่างเส้นทางที่ไป

“ซิปไลน์ที่เล่นครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย แต่สำหรับล้อเดียวยังเล่นต่อไปเหมือนเดิมแน่นอน” ไม่ใช่แค่จูนที่บอกแบบนี้ เพราะล้อเดียวสำหรับพวกเขาคือหนึ่งในพาหนะคู่ใจที่ไม่อาจแยกจากกัน