นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ได้นำเสนอแนวคิด “Inclusive Green Growth” กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดศักยภาพและสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว เทคโนโลยีอย่างAI, Robotics และ Deep Tech ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขยายศักยภาพห่วงโซ่อุปทานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในกระบวนการผลิต ตัวอย่างที่ชัดเจน คือการพัฒนา “Low-Carbon Cement” ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และ ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพและโอกาสทางธุรกิจ

เทคโนโลยีสำคัญ โดยเฉพาะ AI, Robotics และ Deep Tech ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีระดับสูง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งประสิทธิภาพและความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง ดังนี้

1. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: ทำให้สินค้ามีคุณภาพดีขึ้น ต้นทุนลดลง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

2. ขยายขนาดการผลิต (Scale): เมื่อทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ใช้เทคโนโลยีร่วมกัน จะช่วยผลักดันให้ได้สินค้าคุณภาพดี ราคาที่แข่งขันได้ และลดคาร์บอนรวมทั้งระบบ

3. ลดการปล่อยคาร์บอน: ใช้ AI ในการวิเคราะห์และออกแบบกระบวนการ เช่น การจัดการชีวมวล (Biomass Collection Route) หรือการพัฒนาLow-Carbon Cement Generation

4. สร้างความยั่งยืนร่วมกัน: AI ไม่เพียงช่วย SCG เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้พาร์ตเนอร์และผู้ผลิตในซัพพลายเชนร่วมใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเดียวกัน เพื่อสร้าง “Impact Chain” ที่เติบโตไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ SCG มีแนวทางการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

1. การใช้ชีวมวลแทนถ่านหิน (Biomass Replacement): เปลี่ยนมาใช้ชีวมวลเป็นพลังงานแทนถ่านหินในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์  ช่วยลดต้นทุนและลดคาร์บอนไปพร้อมกัน

2. เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Technologies): พัฒนา“Gen 3 Low-Carbon Cement” ทำให้ใช้พลังงานน้อยลงมากและปล่อยคาร์บอนลดลง

3. การใช้ AI & Robotics: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และลดของเสีย โดย SCG ตั้งเป้าที่จะ เป็นระบบอัตโนมัติในอนาคต

ขณะเดียวกัน SCG ยังร่วมมือกับพันธมิตรและซัพพลายเชน เพื่อใช้เทคโนโลยีและข้อมูลร่วมกันในการสร้าง “Impact Chain” ซึ่งช่วยเสริมสร้างการเติบโตและผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

เมื่อโลกเริ่มมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น“Carbon Tariff” หรือ “CBAM” ธุรกิจจะไม่สามารถดำเนินไปในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป ดังนั้น การนำ AIและเทคโนโลยีมาใช้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่จะนำไปสู่เป้าหมาย Inclusive Green Growth

เส้นทางสู่ Net Zero เป็นการเดินทางระยะยาวที่ต้องอาศัยทั้งความต่อเนื่องและการออกแบบแผนอย่างเป็นระบบ โดยฝากถึงคนรุ่นใหม่ว่าต้องเข้าใจว่า “Green ต้อง Competitive”คือ การทำดีต่อโลก แต่ต้องสามารถแข่งขันได้ด้วย การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน และมีระบบติดตามผล เช่น การทบทวนความคืบหน้าทุก 6 เดือน อย่างไรก็ตาม การลดคาร์บอน ไม่ใช่แค่โครงการหนึ่ง แต่คือโครงสร้างธุรกิจในอนาคตที่คนรุ่นต่อไปต้องสานต่อและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

SCG เป็นองค์กรอุตสาหกรรมหนักที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 112 ปี และมีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ระยะยาว 20-30 ปี เพื่อให้ธุรกิจยังคงแข็งแกร่งและยั่งยืน Inclusive Green Growth คือการทำธุรกิจที่มองการณ์ไกล คำนึงถึงคนรุ่นต่อไปและโลกในอนาคต