โตขึ้นพวกเขาจะรู้สึกอย่างไร จะขอบคุณกตัญญูกับแผ่นดินไทยที่ให้โอกาส หรือจะคับแค้นใจที่ถูกเลือกปฏิบัติ เขาจะรู้สึกภูมิใจที่เกิดเมืองไทย รักเมืองไทย หรือจะเป็นแค่คนต่างด้าวที่เลือกที่เกิดไม่ได้ ต้องโตขึ้นตามยถากรรม
ปัญหานี้ไม่ต่างจากปัญหาค่ายผู้อพยพสมัยสงคราม กับปัญหาความไม่มั่นคงตามชายแดนในปัจจุบัน
เริ่มที่ Mindset ว่าเรามองลูกหลานแรงงานข้ามชาติเหล่านี้เป็นภาระของสังคม หรือพลังในการขับเคลื่อนอนาคต
ถ้าเรามองโลกเชิงบวก เห็นเรื่องประโยชน์สุขส่วนรวม และความเติบโตอย่างยั่งยืนของเราไปพร้อมกันกับภูมิภาค เราอยากเห็นกระทรวงศึกษาของไทยมีนโยบายชัดเจน ทำงานเชิงรุก ไม่เลือกปฏิบัติ พัฒนาทุนมนุษย์เหล่านี้ให้ได้มาตรฐาน ไม่สร้างปัญหา อยากให้ทั้ง สพฐ. และ สกร. เปิดโอกาสการพัฒนาเด็ก ๆ แรงงานข้ามเหล่านี้ ให้ได้เรียนร่วมกับเด็กไทย อย่างเป็นมิตร โดยเฉพาะสอนพวกเขาเรื่องประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศ สันติภาพ และความสามัคคีในการอยู่ร่วมกัน ในไม่ช้าพวกเขาคือแรงงานคุณภาพต่อจากพ่อแม่ เป็นกระบอกเสียงที่ดี สร้างความมั่นคง และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ถ้ารัฐบาลทำงานเชิงรุก ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง NGO ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ วางแผนพัฒนาเรื่องอนาคตของแรงงานข้ามชาติและครอบครัวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการศึกษาและสุขภาวะของเยาวชน จะแก้ปัญหาได้ทั้งเรื่องสังคม สิทธิมนุษยชน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
นี่คือเสียงกระซิบจากคนตัวเล็ก ๆ ที่ทำงานด้านนี้มายาวนาน “มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน LPN”
แน่นอน ไม่มีอะไรได้มาฟรี ดังนั้นการปรับปรุงเรื่องระบบ Database ค่าแรง รายได้ ภาษี และสวัสดิการสังคม ของแรงงานต่างด้าว คงจะต้องปรับปรุงใหม่ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมเป็นธรรมทั้งแรงงานข้ามชาติ และแรงงานไทย
วันนี้ถ้าเราทำเรื่องนี้ได้ดี เสียงจากน้อง ๆ ในชุมชนแรงงานข้ามชาติจะช่วยส่งไปยังผู้คนในบ้านเมืองของเขาว่าคนไทยเราใจดี ดูแลพวกเขา และเงินที่เขาได้จากหยาดเหงื่อแรงงาน ยังส่งกลับไปช่วยพัฒนาบ้านเกิดของเขาอีกด้วย
อยู่ที่วันนี้เรามองลูกหลานแรงงานข้ามชาติอย่างไร เป็นภาระ หรือเป็นพลังในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน.



