เหมือนจะหยุดภาวะเลือดไหลออกได้ แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร เมื่อ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ถือเป็นคนเก่าแก่ของพรรคเพื่อไทย เป็นระดับผู้อาวุโสของพรรค เคยเป็นหัวหน้าพรรคมาก่อน สุดทนกับการบริหารภายในพรรคถึงขั้นยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นเหตุให้หลุดจากตำแหน่งสส.บัญชีรายชื่อด้วย โดยเหตุผลหลักๆของการยื่นลาออกครั้งนี้ เรียกว่าต้อง “แตกหัก” แบบไม่ไว้หน้ากันเลย และสืบเนื่องมาจากปัญหาที่สะสมกันมานานตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งปี 2566

โดย “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์“ เปิดใจหลังลาออกว่าการตัดสินใจครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับการที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านหรือเผชิญกระแสตกต่ำในช่วงนี้ แต่การบริหารจัดการภายใน ซึ่งเชื่อว่า สส.ในพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ก็อึดอัดใจกับสถานการณ์ในพรรคที่เกิดขึ้น รับไม่ได้กับสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่ เพราะการจัดลำดับความสำคัญของพรรคมีปัญหาค่อนข้างมาก ผู้บริหารพรรคมองไม่เห็นทั้งที่มีผลการเลือกตั้งในระดับ สส. หรือในระดับท้องถิ่น ก็ฟ้องอยู่ว่า พรรคเพื่อไทย ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ผมเคยมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการมาโดยตลอดก่อนจะถูกลดบทบาท

แน่นอนว่าการลาออกในครั้งนี้ทำให้พรรคเพื่อไทยสั่นสะเทือนอย่างหนัก ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของพรรคเพราะเป็นแถบจังหวัดบ้านเกิด“ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ยึดครองมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย แต่การเลือกตั้งล่าสุด แทบเอาตัวไม่รอด ได้มาแค่ 2 จาก10 เขตเลือกตั้ง ขณะที่คะแนนบัญชีรายชื่อก็ตามหลังคู่แข่งเป็นแสนคะแนน ถือเป็นจุดบ่งชี้ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยกำลังเดินผิดทาง หากไม่รีบปรับตัว รีเซ็ตพรรคใหม่ เลือกต้้งครั้งหน้าอาจดิ่งลงเหวก็เป็นได้

ยิ่งได้เห็นการเคลื่อนไหวของบรรดาสส.พวก “ดาวฤกษ์” รวมไปถึงพวก “บ้านใหญ่” ที่อิงแอบกับพรรคมานาน เริ่มมีการขยับขยายย้ายสังกัดบางคนตกลงรับปากกันไปแล้ว รอเพียงแค่การประกาศยุบสภาเท่านั้น จึงสามารถเปิดตัวชัดเจน ซึ่งในทางการเมืองย่อมรับรู้กันไปแล้ว แว่วว่ากลุ่ม “เสี่ยแป้งมัน” ใน จ.นครราชสีมา ก็มีข่าวยืนยันแล้วว่า กำลังย้ายออกมาเช่นกัน แม้จะยังไม่มีแถลงข่าว แต่ก็มีกระแสข่าวเล็ดลอดออกมาบ้างแล้ว

อย่างไรก็ดี ในสภาวะความเป็นจริงแล้ว อาการเสื่อมถอยของพรรคเพื่อไทย ที่กำลังหมดตัวเลือกภายใต้ราคาคุยคำโต “คิดใหญ่ ทำเป็น” กลายเป็นทำลายเครดิตในอดีตป่นปี้ และยังลามปามไปถึงความเสียหายของ “เจ้าของตัวจริง” ที่ครั้งนี้ทุ่มเทสุดตัว มีลูกสาวมาบริหาร แต่เมื่อลูกล้มเหลว ความหมายก็คือ พ่อก็ย่อมล้มเหลวไปด้วยตอนนี้ทำได้เพียงประคองสถานการณ์ระยะสั้นเอาไว้ก่อน ประเมินสถานการณ์วันต่อวัน ส่วนในระยะยาวค่อยมาว่ากันใหม่.