เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา รถไฟความเร็วสูงจาการ์ตา–บันดุง ได้ฉลองครบรอบ 2 ปีของการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ โดยถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของความร่วมมือ “สายแถบและเส้นทาง” (Belt and Road Initiative – BRI) ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและอินโดนีเซีย
“วูช” (Whoosh) คือชื่อที่ใช้เรียกขาน รถไฟความเร็วสูงสายแรกของอินโดนีเซียและอาเซียน สายนี้ ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างกรุงจาการ์ตา เมืองหลวง กับเมืองบันดุง ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้สามารถลดระยะเวลาเดินทางจากเดิมที่ต้องใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง เหลือเพียง 46 นาที ซึ่งเป็นทางเลือกการเดินทางที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การรถไฟแห่งประเทศจีน (China Railway) เปิดเผยสถิติที่น่าประทับใจว่า นับตั้งแต่เริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 17 ตุลาคม 2023 รถไฟความเร็วสูงวูช ได้ให้บริการผู้โดยสารไปแล้วกว่า 12 ล้านเที่ยว และมีระยะทางการเดินรถสะสมรวมกว่า 5.65 ล้านกิโลเมตร
เพื่อรองรับความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัท เคเรตา เซปัต อินโดนีเซีย–ไชน่า (KCIC) ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้า ได้ดำเนินการปรับปรุงตารางการเดินรถและเพิ่มจำนวนขบวนอย่างสม่ำเสมอ โดยเพิ่มจากเดิมเพียง 14 ขบวนต่อวัน เป็น 62 ขบวนต่อวัน ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนที่นั่งให้บริการต่อวันจาก 8,400 ที่นั่ง เป็นกว่า 37,000 ที่นั่ง และทำสถิติสูงสุดในการให้บริการผู้โดยสารถึง 26,700 คนภายใน 1 วัน
ความสำเร็จของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น โดยบริษัทจีนได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเดินรถความเร็วสูงให้กับชาวอินโดนีเซียอย่างเข้มข้น ผ่านหลักสูตรทฤษฎี การฝึกจำลองสถานการณ์ และการปฏิบัติงานจริง จนปัจจุบันมีผู้เข้าฝึกอบรมชาวอินโดนีเซียกว่า 600 คนที่ผ่านการรับรอง และ 263 คน ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากกระทรวงคมนาคมอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ วูช ยังมุ่งเน้นการยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารด้วยระบบจำหน่ายบัตรโดยสารที่ทันสมัย ทั้งช่องทางออนไลน์และการคืนบัตรโดยสาร พร้อมรองรับวิธีการชำระเงินที่หลากหลาย รวมถึงการปรับปรุงสถานีรถไฟเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่น ๆ เช่น แท็กซี่ รถไฟรางเบา (LRT) และรถไฟสายปกติ
การดำเนินงานตลอด 2 ปีของ รถไฟความเร็วสูงจาการ์ตา–บันดุง ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของความร่วมมือทวิภาคีในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและการคมนาคมขนส่งในประเทศอินโดนีเซียอย่างแท้จริง
เครดิต China Media Group (CMG)



