สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ว่า กระทรวงการต่างประเทศโคลอมเบียออกแถลงการณ์ ว่านายดาเนียล การ์เซีย เอกอัครราชทูตโคลอมเบียประจำกรุงวอชิงตัน เดินทางกลับมายังกรุงโบโกตาแล้ว เพื่อเข้ารับการปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลโคลอมเบีย


ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของโคลอมเบียเกิดขึ้นหนึ่งวัน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประการยุติการมอบความสนับสนุนทางการเงินให้แก่รัฐบาลโบโกตา เนื่องจาก “ไม่ได้ดำเนินการใดให้เป็นรูปธรรม” เพื่อปราบปรามการผลิตโคเคนภายในประเทศ และเรียกประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ผู้นำโคลอมเบีย ว่าเป็น “หัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย” สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับรัฐบาลโบโกตา


ทั้งนี้ โคลอมเบียเป็นประเทศในอเมริกาใต้ที่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากสหรัฐมากที่สุด โดยอยู่ที่ 740 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 24,109.20 ล้านบาท ) เมื่อปี 2566


ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา สหรัฐเพิกถอนสถานะการเป็นพันธมิตรในการต่อสู้กับยาเสพติดของโคลอมเบีย ซึ่งโคลอมเบียตอบโต้ด้วยการระงับการซื้ออาวุธจากสหรัฐ ต่อมา สหรัฐเพิกถอนวีซ่าของเปโตร จากการกล่าวปราศรัยในการชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์ที่นครนิวยอร์ก นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ)


นอกจากนั้น ทั้งสองประเทศยังขัดแย้งกันมากขึ้น ในประเด็นที่กองทัพสหรัฐปฏิบัติการโจมตีเรือหลายลำในทะเลแคริบเบียน โดยอ้างว่า เป็นเรือลำเลียงยาเสพติดของอาชญากร ซึ่งนับตั้งแต่เดือน ส.ค. ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐโจมตีเรือไปแล้ว 7 ลำ และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32 คน ด้านเปโตรกล่าวว่า มีชาวโคลอมเบียรวมอยู่ในผู้เสียชีวิตด้วย


ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพสหรัฐปฏิบัติการโจมตีเรือลำหนึ่ง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติ หรือ อีแอลเอ็น ซึ่งเป็นหนึ่งในกองโจรฝ่ายซ้ายขนาดใหญ่ของโคลอมเบีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย.

เครดิตภาพ : AFP