​เมื่อวันที่ 22 ต.ค.68 ที่อาคารรัฐสภา นายสุวิช จำปานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะอนุกรรมาธิการด้านกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานประชุมพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมหลักสูตรวิชาพลศึกษาในโรงเรียน โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา, ดร.ณัฐพล ตันเจริญทรัพย์ ผอ.กลุ่มโครงการพิเศษตามนโยบาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้แทนจากกองนโยบายการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งชาติ ร่วมประชุม

นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบเด็กไทย อายุ 5-17 ปี มี “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” เฉลี่ยสูงถึง 14.53 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่เกิน 13 ชั่วโมงต่อวัน ไปไกล ขณะที่ “กิจกรรมทางกายที่เพียงพอ” (ระดับปานกลาง-หนัก 60 นาที/วัน) ทำได้เพียงร้อยละ 21.4 ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึงร้อยละ 40 เนื่องจากคาบเรียนพลศึกษาในโรงเรียนที่มีเพียง 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่ง “น้อยมาก”

กรมพลศึกษา จึงได้เสนอแนวทางเชิงรุก โดยชู “วิทยาศาสตร์การกีฬา” เป็นหัวหอกสำคัญในการแก้ปัญหา ไม่ได้นิ่งนอนใจ เตรียมลุย 2 แนวรบหลัก พัฒนาทั้งด้านร่างกาย (Physical Fitness) และสติปัญญา (Cognitive) ดังนี้

​1 ลุยเทสต์ “สมรรถภาพทางกาย” (Physical Fitness)

  • ​จัดทำ “คู่มือแบบทดสอบและเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกาย” ฉบับใหม่ สำหรับเด็ก อายุ 7-18 ปี
  • ​เปิด “ระบบจัดเก็บและรายงานผลออนไลน์” ให้โรงเรียนทั่วประเทศใช้งานฟรี! เพื่อให้ครูและโรงเรียนสามารถติดตามประเมินผลนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

​2 ล้ำขั้น “เทสต์สมอง” (Cognitive)

  • ก้าวไปอีกขั้นด้วยการพัฒนา “ชุดทดสอบความสามารถทางสมองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์” (Computerized Cognitive Test Battery) ที่ซุ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2563
  • ​แบบทดสอบนี้จะวัดความสามารถสมองเด็กไทยอย่างละเอียด เช่น เวลาปฏิกิริยา (Reaction Time) ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial visualization) และการหมุนภาพในใจ (Mental rotation) เพื่อให้การพัฒนาเด็กรอบด้านอย่างแท้จริง

​นอกจากนี้ กรมพลศึกษา ยังได้วางไทม์ไลน์ชัดเจน โดยในปี 2569 เตรียมลุยโครงการเรือธง (Flagship) “โครงการวิทยาศาสตร์การกีฬาเคลื่อนที่เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดีฯ” (Sports Science Showcase) บุกไปโชว์เคสถึงโรงเรียน
​พร้อมกันนี้ ยังเตรียม “ติดอาวุธ” ให้ครูพละทั่วประเทศ ด้วยการจัดอบรมพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทย์กีฬา ในหัวข้อสำคัญอย่าง “After School Program” (กิจกรรมหลังเลิกเรียน) และ “Active Classroom” (ห้องเรียนขยับ) ในช่วงวันที่ 1-3 เม.ย.2569 เพื่อให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมทางกายเพิ่มเติมนอกเหนือคาบเรียนที่แสนจำกัด

​ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ มีข้อสังเกตว่าพร้อมผลักดันและส่งเสริมแนวทางดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อพลิกฟื้นสุขภาวะของเด็กไทยให้หลุดพ้นจากวิกฤต “ติดจอ-เนือยนิ่ง” อย่างเร่งด่วนที่สุด