นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผย ผลการส่งเสริมและคุ้มครองสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 46,000 ล้านบาท โดยสินค้าจีไอ ไทยที่ทำรายได้สูงสุด 10 อันดับแรก ในช่วง ม.ค.-ก.ย.68 ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและอาหาร มีดังนี้
- ทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด จ.ตราด ทำรายได้สูงสุดในปี 68 ด้วยมูลค่าสูงถึง 11,047 ล้านบาท
- รองลงมาเป็น ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา 6,661 ล้านบาท
- ทุเรียนหมอนทองระยอง มูลค่า 4,886 ล้านบาท
- ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ มูลค่า 4,812 ล้านบาท
- มะพร้าวทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่า 3,776 ล้านบาท
- เหล้าแป้ จ.แพร่ มูลค่า 3,632 ล้านบาท
- มะขามหวาน จ.เพชรบูรณ์ มูลค่า 3,363 ล้านบาท
- หอมแดง จ.ศรีสะเกษ มูลค่า 2,882 ล้านบาท
- กุ้งก้ามกรามบางแพ จ.ราชบุรี มูลค่า 2,570 ล้านบาท
- ทุเรียนบางนรา จ.นราธิวาส มูลค่า 2,544 ล้านบาท สะท้อนคุณภาพสินค้าท้องถิ่นไทยที่ครองใจผู้บริโภค
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหล้าแป้ หนึ่งในสินค้าจีไอน้องใหม่มาแรงที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อเดือน ก.ค.68 และสามารถทำรายได้ติด ท็อป 10 ของปี 68 ในอันดับที่ 6”
นางอรมน กล่าวว่า เหตุผลที่สินค้าจีไอประสบความสำเร็จ ได้แก่ มีการคุ้มครองและรับรองคุณภาพ ชื่อและตราจีไอ เป็นปัจจัยแรกที่ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในแหล่งผลิต และยอมรับในชื่อเสียงและคุณภาพของสินค้า โดยมีระบบควบคุมคุณภาพมาตรฐานสินค้าอย่างเข้มงวด และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของแหล่งผลิตได้ รวมทั้งควบคุมปริมาณการผลิตสินค้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่งผลให้ราคาขายสินค้าหลังจากขึ้นทะเบียน โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 2-5 เท่า
นอกจากนี้ ยังทำตลาดเข้าถึงการส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นคุณภาพพรีเมียมให้สามารถขยายตลาดไปยังประเทศเป้าหมาย ซึ่งมีความต้องการสินค้าคุณภาพดีจากไทยและมีกำลังซื้อสูง อาทิ จีน มาเลเซีย และญี่ปุ่น รวมถึงการจำหน่ายสินค้าในประเทศผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งในท้องตลาด ห้างสรรพสินค้า และช่องทางออนไลน์ การต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการยกระดับสินค้าสู่เมนูอาหารระดับไฟน์ ไดนิ่ง




