วันที่ 25 ต.ค. ที่โรงแรม ดิ ไอเดิล โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จ.ปทุมธานี พรรคประชาชน (ปชน.) จัดการประชุมใหญ่วิสามัญพรรค พูดถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง การจัดเวิร์กช็อปต่างๆ ที่จำเป็น “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ได้พูดในที่ประชุมว่า สิ่งที่พวกเราต้องมีในการเป็นรัฐบาลที่ดีในครั้งหน้า คือ 1.การมีเจตจำนงทางการเมือง 2.การมีนโยบายที่ดีที่สุด 3.มีทีมทำงาน สส. และฝ่ายบริหารที่ดีเช่นเดียวกัน เราต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่าเราพร้อมที่จะบริหารประเทศ
การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นอีกครั้งที่เรายกระดับการเมืองไทยไปสู่อีกระดับหนึ่ง นอกจากเปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และชุดนโยบายอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะเปิด คือ การเปิดโฉมหน้าของชุดบริหาร ว่าที่รัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง ส่วนกลยุทธ์เลือกตั้งนั้น เราต้องรักษาเขตเดิมและทำให้ได้เพิ่มเติมอีก 100 เขต เรามีโจทย์ 4 ค. ได้แก่ คู่แข่ง คะแนน เครือข่าย แคนดิเดต
วิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดใหม่ ในนามของพรรคประชาชน คือ “มีเรา ไม่มีเทา มีเรา มีเศรษฐกิจใหม่ มีเรา ประเทศไทยมีอนาคต มีเรา มีประชาธิปไตย และมีเรา มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ซึ่งจะผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อไป เราต้องทลายทุนสีเทา เรามีชุดนโยบายที่เราเตรียมความพร้อมไว้แล้ว สำหรับว่าที่รัฐมนตรี จะเปิดตัวภายหลังจากที่มีการยุบสภา
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากโรดแม็พเปลี่ยนแปลง จะเป็นการบิดต่อ MOA หรือไม่ หัวหน้าเท้ง กล่าวว่า เชื่อว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ ในคำถามนี้คงจะหมายถึงในกรณีงานพระราชพิธีสำคัญ ที่ประชาชนทุกคนรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ ทางรัฐบาลสามารถแยกการบริหารจัดการได้อยู่แล้ว จะมีการไว้ทุกข์และจัดงานพระราชพิธีต่างๆ ให้เป็นไปโดยความมีระเบียบเรียบร้อย รวมถึงเรื่องการจัดการเลือกตั้ง รัฐบาลทำพร้อมกันได้ ทั้งเดินหน้าเลือกตั้งและกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นกระบวนการในสภา รัฐบาลสามารถทำได้ทั้ง 2 ส่วน

ผู้สื่อข่าวถามถึง การประเมินบทบาทของรัฐบาลในการผลักดันกรณีการปราบปรามสแกมเมอร์ในเวทีการประชุมอาเซียนซัมมิท หัวหน้าเท้งกล่าวว่า เสียดายที่ทราบข่าวว่า “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ติดภารกิจจากข่าวที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่ได้เดินทางไปร่วมประชุมเวทีดังกล่าว
“จริงๆ ก็ไม่จำเป็นที่ต้องใช้เวทีอาเซียนซัมมิทอย่างเดียว เพราะประเทศไทย โดยนายกฯ สามารถที่จะแสดงบทบาทออกไปในเวทีโลกได้ ในการให้ประเทศไทยเป็นตัวกลางการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ โดยอาจจะตั้งศูนย์ขึ้นมาเพื่อประสานกับหลายๆ ภาคส่วน การทำงานของรัฐบาลในเรื่องการแก้ปัญหาสแกมเมอร์นั้น เห็นว่า เบาและช้าไป ไม่ได้จริงจังมากเพียงพอ และขอส่งข้อเรียกร้องว่าประเทศไทยสามารถที่จะแสดงบทบาทต่างๆ ได้ นายกฯ ต้องมีเจตจำนงที่ชัดเจน”
หัวหน้าพรรคส้มฝากไว้ว่า “อยากฝากให้รัฐบาลดำเนินการตรงไปตรงมา รวมถึงเรื่องอื่นๆ เช่น กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากเราไม่เริ่มแก้ไขระบบการเมืองที่ดีเพียงพอ นโยบายหลายอย่างอาจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และฝากให้การรักษาสัญญาตาม MOA เดินหน้ากระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญและเดินหน้าสู่การยุบสภา เพื่อทำให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ในกรอบระยะเวลาที่กำหนด”
เมื่อถามว่า ปัญหาสแกมเมอร์ที่โยงไปถึงคนในรัฐบาล จะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ ผู้นำฝ่ายค้าน ตอบว่า สิ่งที่เราทำได้ คือการใช้ทุกกลไกในสภา เช่น การตั้งกระทู้ถามสด การใช้เวทีกรรมาธิการ แสดงจุดยืนบนเวทีโลกให้เห็นว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจ เราต้องพยายามประคับประคองคือกระบวนการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“เมื่อไรที่กระบวนการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกล้มลง ตอนนั้นไม่มีเหตุผลใดๆ ที่เราจะยั้งในเรื่องของการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 151 รัฐบาลอีกต่อไป ขณะที่ปัญหาอื่นๆ เราก็ไม่ได้เห็นว่าไม่ได้มีความสำคัญน้อยกว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุกปัญหามีความสำคัญเท่ากัน ไม่ว่าเราจะเลือกตั้งไปอีกสักกี่ครั้ง หากเราไม่เปลี่ยนกติกาสูงสุดของประเทศ ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นประเทศไทย ก็จะเดินหน้าไปไกลกว่านี้ไม่ได้”
ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าการดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้อ กระบวนการสันติภาพในเมียนมา และการเลือกตั้งในเมียนมาในเดือน ธ.ค. 2568 โดยไทยได้ย้ำความสำคัญของการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อีกทั้งเรียกร้องให้มีการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้มีการเลือกตั้งที่เสรีและโปร่งใส และทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม
ด้าน “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวหลังประชุม ครม.นัดพิเศษ ว่า วันที่ 26 ต.ค. จะมีการลงนามในถ้อยแถลง เรื่องการกำหนดแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพ ไทย-กัมพูชา โดยมีสักขีพยาน คือนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตนได้ขอให้ร่นระยะเวลามาลงนามในช่วงเช้า เมื่อลงนามเสร็จจะกลับมาให้ทันพระราชพิธี
ในชั้นการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (GBC) ได้ข้อสรุปที่เป็นเงื่อนไขแนวทางให้ทางกัมพูชาปฏิบัติ เมื่อเขาปฏิบัติ เราก็จะพิจารณาว่า หากความเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศหมดไป เราก็ค่อยดำเนินการตามธรรมเนียมทางการทูต ขณะนี้ยังไม่มีสิ่งใดที่เป็นความกังวล ว่าลงนามแล้วจะเกิดการเสียเปรียบหรือไม่ หรือทำให้สูญเสียอธิปไตย เรื่องแบบนี้ไม่มีทั้งสิ้น
ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ต.ค. ถึงวันที่ 1 พ.ย. 2568 ผมได้ขอมติคณะรัฐมนตรี ว่าถ้าไม่มีประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะจะต้องให้ผู้นำประเทศร่วมหารือ ก็จะให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้ทำหน้าที่แทน ผมตั้งใจว่าจะต้องอยู่ในประเทศ นายกฯ กล่าว.
“ทีมข่าวการเมือง”



