เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 ต.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียซึ่งเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยถึงการพบกับนายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในวันเดียวกันนี้ ว่า วันนี้ภายหลังการประชุมตนได้เข้าห้องรับรองของผู้นำ ปรากฏว่าเมื่อเดินเข้าไปก็ได้พบกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ จึงได้เข้าไปทักทายเพิ่มเติม ซึ่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ก็ให้ความสำคัญกับประเทศไทย ตอนที่อยู่ที่ประเทศ สปป.ลาว ตนได้พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และได้เพิ่มในเรื่องของการจัดการสแกมเมอร์  ซึ่งตนยังได้พูดว่าหากประเทศไทยจะให้ช่วยเหลืออะไรก็พร้อมคุยในเรื่องของการค้า การลงทุน ประเทศไทยเราค้าขายกับเกาหลีใต้ ทั้งสินค้าทั่วไป และไทยยังเป็นลูกค้าในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ต่างคนก็ต่างมีเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน โดยในวันที่ 29 ต.ค.นี้ เกาหลีใต้จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคสมัยที่ 32 

ซึ่งไทยเป็นสมาชิกด้วยเช่นกัน คาดว่าจะมีการหารือในระดับทวิภาคี กับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ จะมีการลงรายละเอียดเรื่องของการแสวงหาความร่วมมือด้านสาธารณสุข ซึ่งตนได้ไปเริ่มเอาไว้สมัยยังดำรงตำแหน่งรมว.สาธารณสุข ซึ่งตนได้ไปทำสัญญาบันทึกข้อตกลงไว้ว่าถ้ามีสถานการณ์ที่เป็นวิกฤติทางสาธารณสุข หรือโรคระบาดระดับโลก ประเทศไทยกับเกาหลีใต้จะร่วมมือกันพัฒนาวัคซีนและจัดหาวัคซีนด้วยการพัฒนาของเราเอง ภายในไม่เกิน 120 วัน

นายกฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในการประชุมเอเปค ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดโอกาสให้มีการประชุมทวิภาคีเต็มรูปแบบ ที่ประเทศเกาหลีด้วย ไม่ใช่ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ดังนั้นจึงต้องมีประเด็นสำคัญ ที่ทางจีนพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศไทย และเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ทำให้ไทยได้ชี้แจง เช่น เรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งยังคงสนับสนุนให้คนจีนมาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น การค้า ขอให้จีนซื้อสินค้าเกษตรจากไทยเพิ่มมากขึ้น

“ที่ผ่านมา อาจมีความไม่เข้าใจกันบ้าง เขาพูดอีกอย่าง เราทำอีกอย่าง เขาก็ตอบโต้มา แต่วันนี้เราต้องพยายามชี้แจงให้เห็นว่า ถ้าเราทำแล้วเกิดประโยชน์กับเราสูงสุด และไม่ไปขัดต่อนโยบายต่างประเทศก็จะเร่งดำเนินการให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เพื่อทำให้เกิดการขยายตัวในภาคต่าง ๆ ทั้งเรื่องความมั่นคง ด้านการทหาร การค้า การลงทุน เรื่องที่ต้องสนับสนุนด้วยกันจากจีนมายังประเทศไทยที่จะทำให้ภูมิภาคของเราเป็นศูนย์กลางทางการค้าและก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกๆ ฝ่าย” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้พูดมาคำหนึ่งว่า “ท่านนายกรัฐมนตรี สังเกตว่าตอนนี้ไทยเริ่มกลับเข้ามาสู่จอเรดาร์ของประเทศมหาอำนาจแล้ว ลองดูว่าประธานาธิบดีสหรัฐ เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องของตัวกลางในการเจรจา แสวงหาสันติภาพไทย-กัมพูชา และพูดถึงประเทศไทยในเชิงบวก พูดถึงประเทศไทยในการร่วมมือซึ่งกันและกันมากขึ้น มีการทำ MOU ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐมาทำด้วยตัวเองกับผู้นำของไทย.