การที่สหรัฐอเมริกา เร่งทำข้อตกลงความร่วมมือด้านแร่หายากกับประเทศไทยและมาเลเซีย ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า แรร์เอิร์ธ  ไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์ แต่คือ “อาวุธยุทธศาสตร์” และ “ขุมทรัพย์ยุทธศาสตร์” ที่โลกต้องมีและกำลังช่วงชิงกัน เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและระบบป้องกันประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดการพึ่งพาจีน ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดการผลิตและการแปรรูปเกือบทั้งหมด

แร่หายาก หรือ แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements – REEs)  คือกลุ่มโลหะ 17 ชนิดในตารางธาตุ ที่มีคุณสมบัติพิเศษด้านแม่เหล็กและการนำไฟฟ้า ธาตุเหล่านี้เป็น “หัวใจ” ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีมีประสิทธิภาพสูงและมีขนาดเล็กลง แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักตามน้ำหนักอะตอม เริ่มจากกลุ่ม แร่หายากเบา (LREEs) ซึ่งประกอบด้วย สแกนเดียม (Sc), แลนทานัม (La), ซีเรียม (Ce), เพรซีโอดิเมียม (Pr), นีโอไดเมียม (Nd), โพรมีเทียม (Pm) และ ยูโรเพียม (Eu)

ถัดมาคือกลุ่ม แร่หายากหนัก (HREEs) ซึ่งมีมูลค่าและคุณสมบัติพิเศษสูงกว่า โดยประกอบด้วย แกโดลิเนียม (Gd), เทอร์เบียม (Tb), ดิสโพรเซียม (Dy), โฮลเมียม (Ho), เออร์เบียม (Er), ทูเลียม (Tm), อิตเทอร์เบียม (Yb), ลูทีเทียม (Lu) และ อิตเทรียม (Y) ซึ่งทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบสำคัญของเทคโนโลยีโลกในปัจจุบันครับ

แรร์เอิร์ธ ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญระดับโลก ตั้งแต่ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสีเขียว ใช้ทำแม่เหล็กถาวรประสิทธิภาพสูง สำหรับมอเตอร์ในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และกังหันลม , ยุทธศาสตร์ความมั่นคง ใช้ในระบบเรดาร์ , ขีปนาวุธ, ชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ เช่น F-35 และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ใน สมาร์ทโฟน, จอแสดงผล (ให้สีสดใส), และเครื่องมือแพทย์ (MRI)

เปิดเนื้อหาฉบับเต็มเอ็มโอยู “แร่หายาก” ที่ “ทรัมป์-อนุทิน” ลงนามร่วมกัน (เครดิตภาพ : AFP)

ที่เรียกว่า “แร่หายาก” เพราะในธรรมชาติไม่ค่อยพบในรูปแร่บริสุทธิ์ที่ขุดขึ้นมาได้โดยตรง แต่จะพบได้ในหินบางชนิดจึงต้องสกัดและแยกออกมา การสกัดกระบวนการแยกและทำให้บริสุทธิ์ซับซ้อนและต้นทุนสูง ความกระจุกตัวธาตุเหล่านี้กระจายตัวอยู่ทั่วไป และมักจะปะปนกับแร่ชนิดอื่น ทำให้ไม่สามารถสกัดออกมาได้ในปริมาณที่คุ้มค่า แหล่งแร่หายากในประเทศไทยพบกระจายตัวทางด้านตะวันตกของไทย ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ เช่น จังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ อุทัยธานี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา และสุราษฎร์ธานี

ข้อตกลงที่ไทยลงนามนั้นมีแรงจูงใจด้านเศรษฐกิจ แต่ก็มาพร้อมกับความกังวลและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ พูดง่ายๆ เหมือนเป็น “ดาบสองคม” ซึ่งมีประเด็นที่หลายฝ่ายแสดงความกังวลและห่วงใย เช่น การเสียสิทธิในข้อมูล  การให้สิทธิสหรัฐเข้ามาวิเคราะห์ศักยภาพแร่ และต้องแจ้งข้อมูลการค้นพบใหม่โดยเร็ว อาจทำให้ไทยเสียเปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ในการควบคุมข้อมูลและโอกาสการลงทุนของทรัพยากรตนเอง

ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระบวนการทำเหมืองและการแปรรูปมีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อนสารเคมีและ สารกัมมันตรังสี (เช่น ทอเรียม) การเร่งรัดกระบวนการอนุญาตให้ “รวดเร็ว” อาจนำไปสู่การผ่อนปรนมาตรฐานที่ส่งผลกระทบระยะยาวต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

การทำความเข้าใจสถานะของแร่หายากโลกต้องดูทั้งปริมาณที่ขุดได้ต่อปี (การผลิต : เมตริกตัน REO) และปริมาณที่คาดว่าจะขุดได้ในอนาคต (ปริมาณสำรอง : เมตริกตัน REO) ข้อมูล ณ ปี 2567 ชี้ให้เห็นว่าอำนาจการผลิตและสำรองของโลกยังคงอยู่ในมือของไม่กี่ประเทศ

ประเทศผู้ผลิตแร่หายากสูงสุด คือ จีน ครองบัลลังก์อันดับ 1 ด้วยผลผลิตมหาศาลถึง 270,000 ตัน กินสัดส่วนกว่า 70% ของตลาดโลก โดยเน้นไปที่แร่เบาสำหรับแม่เหล็กถาวร

นายกฯแจงเซ็น MOU แรร์เอิร์ธ อยู่ใต้กฎหมายไทย จวกอย่าฟังแต่หัวข้อแล้ววิจารณ์

ส่วนอันดับ 2 คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งผลิตได้ 45,000 ตัน จากเหมืองเดียวคือ Mountain Pass ในแคลิฟอร์เนีย ขณะที่อันดับ 3 คือ เมียนมา ซึ่งผลิตได้ 31,000 ตัน แม้ผลผลิตจะผันผวนแต่ยังเป็นแหล่งแร่หายากหนักสำคัญที่ป้อนเข้าจีน ตามมาด้วยอันดับ 4 ออสเตรเลีย (13,000 ตัน) และอันดับ 5 ไนจีเรีย (13,000 ตัน) ซึ่งเป็นดาวรุ่งใหม่ในแอฟริกา

ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ ประเทศไทย ทะยานขึ้นมาอยู่ใน อันดับ 6 ของโลก โดยมีผลผลิตอยู่ที่ 13,000 ตัน ต่อปี (ผลผลิตพุ่งสูงขึ้นกว่า 261% ในปีเดียว)  สะท้อนการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้ไทยกลายเป็นผู้เล่นที่ถูกจับตามองอย่างยิ่ง ขณะที่ประเทศที่อยู่ในอันดับรองลงมาแต่ยังมีความสำคัญคือ อินเดีย (2,900 ตัน), รัสเซีย (2,600 ตัน), มาดากัสการ์ (2,000 ตัน) , และ เวียดนาม (300 ตัน) ซึ่งติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของผู้ผลิตโลก

ประเทศที่มีปริมาณสำรองสูงสุด  จีนก็ยังเป็นเบอร์ 1 มีปริมาณสำรองสูงถึง 44 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนราว 34% ของโลก ตามมาด้วย บราซิล ในอันดับ 2 ซึ่งมีสำรองมากถึง 21 ล้านตัน และ อินเดีย อันดับ 3 ที่ 6.9 ล้านตัน

กลุ่มประเทศที่มีสำรองหลักในอันดับต่อมา ได้แก่ ออสเตรเลีย (5.7 ล้านตัน), รัสเซีย (3.8 ล้านตัน), เวียดนาม (3.5 ล้านตัน) และ สหรัฐอเมริกา (1.9 ล้านตัน) นอกจากนี้ยังมี กรีนแลนด์ (1.5 ล้านตัน), แทนซาเนีย (890,000 ตัน), และ แอฟริกาใต้ (860,000 ตัน) ซึ่งติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลกด้านปริมาณสำรอง

กต.ยันไทย-สหรัฐเซ็น ‘MOU แรร์เอิร์ธ’ ไร้ข้อผูกมัด เผยจีนยังไม่ชวนร่วมมือ

แม้ว่า ประเทศไทย จะมีปริมาณสำรองรวมอยู่ที่ 4,500 ตัน ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก (ไม่ติด 10 อันดับแรกด้านปริมาณสำรอง) แต่ความสำคัญของไทยคือ คุณภาพและตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทาน จากปัจจัยดังนี้

1.แร่หายากหนัก (HREEs) มูลค่าสูง: แร่หายากในไทยส่วนใหญ่พบเป็นแร่พลอยได้ (By-product) จากเหมืองดีบุกและทังสเตนในอดีต ในรูปของ โมนาไซต์ (Monazite) และ ซีโนไทม์ (Xenotime) ซึ่งอุดมไปด้วยแร่หายากหนัก เช่น ดิสโพรเซียม (Dy) และ เทอร์เบียม (Tb) ที่มีมูลค่าสูงกว่าแร่หายากเบามาก

2.แหล่งใหม่ที่มีศักยภาพ: กรมทรัพยากรธรณีระบุว่า ไทยมีศักยภาพสูงในการพบแร่ในลักษณะ “ดินเหนียวดูดซับไอออน” (Ionic Clay) ซึ่งเป็นแหล่งแร่หายากหนักที่สำคัญที่สุดของโลก (เหมือนที่พบในจีน) โดยกำลังมีการสำรวจอย่างเข้มข้น เนื่องจากมักมี HREEs สะสมตัวอยู่มาก กรมทรัพยากรธรณีระบุว่าพบแหล่งศักยภาพถึง 30 แห่ง ใน 9 จังหวัด

3.มูลค่าเศรษฐกิจ: ศักยภาพแร่หายากของไทยถูกประเมินไว้ว่ามีรวมกว่า 7 ล้านตันโลหะ คิดเป็นมูลค่าในราคาแร่ดิบเบื้องต้นสูงถึง 4.40 ล้านล้านบาท และมูลค่านี้จะ เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 15 เท่า หากมีการแปรรูปไปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น ผงแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง (ผงแม่เหล็กถาวร) โดยไทยมีโรงงานแปรรูปที่สำคัญเป็นฐานอยู่แล้ว

ดังนั้น สถานะของไทยในฐานะผู้ผลิตอันดับ 6 ของโลก และผู้ถือครองแร่หายากหนักที่มีมูลค่าสูง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยกลายเป็น “ผู้เล่นยุทธศาสตร์” ที่โลกตะวันตกไม่อาจมองข้ามได้ในการลดทอนการผูกขาดของจีน เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงอย่างแท้จริง