กลายเป็นประเด็นร้อนนำมาสู่เสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง  และถูกตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่บอกให้คนไทยได้รับรู้ก่อนหน้า  ภายหลัง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ “นายโดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ  รวมลงนาม “บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือ ในการพัฒนาความหลากหลาย  ห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุ” ที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน  หรือเอ็มโอยู แร่แรร์เอิร์ธ  โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม

ด้าน “นายอนุทิน” ได้ออกมาแจกแจงเรื่องนี้ว่า เอ็มโอยูเอแร่แรร์เอิร์ธ หมายถึงแร่ธาตุที่หายาก ซึ่งยังเป็นคำศัพท์ที่กว้างอยู่ ไม่ได้เป็นสิ่งที่มี ความน่าวิตกกังวล อย่างที่หลายคนคิด เพราะเป็นการลงนามที่ว่าทุกวันนี้แร่ธาตุต่าง ๆ มากมายที่สามารถนำไปผลิตเป็นสินค้าลดต้นทุน และ ทำให้เกิดประสิทธิภาพ ลดคุณภาพของสินค้าได้ ตอนนี้เราอาจจะยังไม่ได้ลงไปดูอย่างเต็มที่  แต่มีแร่หายากอะไรขึ้นมาแล้วสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกในอนาคต ซึ่งสหรัฐอยากขอมีส่วนร่วม ในการเข้ามาพัฒนา ซึ่งประเทศไทยเราต้องยินดี เพราะของที่เรามีอยู่แล้ว เรายังไม่ได้พัฒนา แต่องค์ความรู้ของเราไม่เพียงพอ จึงต้อง แสวงหาเทคโนโลยี เข้ามา อย่างไรก็ตาม เรามีการระบุไว้อย่างชัดเจนในเอ็มโอยูว่า  ทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้ความเป็นธรรม หลักธรรมาภิบาล และภายใต้กฎระเบียบ กฎหมายของไทย ไม่ผิดต่อหลัก รธน. ซึ่งเงื่อนไขเช่นนี้เป็นเงื่อนไขทั่วไปที่เรายอมรับได้ 

ขณะที่ “นายพิชัย ชุณหวชิร” อดีตรองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย-สหรัฐ เรื่องภาษีการค้าไทย-สหรัฐ ให้ความเห็นเรื่องประเด็นแรร์เอิร์ธ ว่า ในช่วงที่ตนเป็นหัวหน้าคณะเจรจา ไม่เคยมีการหารือประเด็นนี้ในโต๊ะเจรจา และรัฐบาลควรตระหนักถึงมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนขึ้น แต่หากอนาคตไทยมีศักยภาพด้านนี้จริง ก็ถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่จะต้อง ดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส บนมาตรฐานสากล เพื่อไม่ให้ประเทศเสียประโยชน์ โดยมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

“…สุดท้าย ผมขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่สานต่อเจตนารมณ์ของทีมเจรจาเดิม และหวังว่ากรอบความร่วมมือนี้จะนำไปสู่ข้อตกลงการค้าที่เท่าเทียม เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ร่วมกัน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยในระยะยาว…” นายพิชัย กล่าว

นอกจากนี้รัฐบาลก็ตั้งโต๊ะแถลง นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง พร้อม นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมกันแถลงข่าวกรณีเอ็มโอยูเรื่องแร่หายากกับสหรัฐ ว่า เป็นเพียงข้อตกลงความเข้าใจร่วมกัน   เพื่อร่วมมือกันในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ การดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน การคุ้มครองตลาดระหว่างกัน ทั้งนี้ขอบเขตความร่วมมือ เป็นการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก  และขอย้ำ ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย

ด้าน “นายปกรณ์”​ กล่าวถึงการลงนามเอ็มโอยูแร่แรร์เอิร์ธ ระหว่างไทยและสหรัฐ​ ว่า​  ไม่ผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ฉะนั้นเป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  เป็นไปตามที่ นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล ​นายกฯ ให้สัมภาษณ์ไว้ และ สามารถยกเลิกได้ เมื่อถามว่า เคยนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม ครม.หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เคยนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม ครม.นัดพิเศษแล้ว​ ซึ่งมีการพิจารณาอย่างละเอียด  และรมว.การต่างประเทศได้ช่วยดูในเรื่องของถ้อยคำ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนกฤษฎีกาก็ดูในเรื่องกฎหมาย  เราดูครบในทุกมิติ 

เมื่อถามว่า หากต้องการ ยกเลิกเอ็มโอยู  ดังกล่าว จะต้องได้รับการยินยอมทั้งสองฝ่ายหรือไม่ นายปกรณ์​ กล่าวว่า มีรายละเอียดในการยกเลิกไว้ ขออย่าดูโดยใช้เอไอ เนื่องจากไม่ตรงข้อเท็จจริง  

ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้เคยทดลองแล้ว​ ซึ่งในเอ็มโอยูดังกล่าวไม่ได้ใช้คำว่า​ “คู่สัญญา” แต่ใช้ว่า “ความร่วมมือ” ฉะนั้นเป็น ความเท่าเทียมกัน ในการตกลงของทั้งสองฝ่าย  ยืนยัน ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายภายใน ในเอ็มโอยูระบุไว้ชัดว่า หากจะทำอะไร ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบภายในของแต่ละฝ่าย ข้อกังวลที่มีอยู่จะต้องรับไว้ และขออย่ากังวล เนื่องจาก ไม่ใช่หนังสือสัญญาที่มีข้อผูกมัด

ต้องรอดูว่า เรื่องนี้จะ กลายเป็นปมร้อน ของรัฐบาลต่อไปหรือไม่  แต่ที่แน่ๆ คือ เป็นบทเรียนของฝ่ายบริหาร คือการผลักดันเรื่องอะไรก็ตาม ที่เกี่ยวข้องกับ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ต้องบอกให้สาธารณชนรับรู้  เพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดข้อครหาตามมา

ด้าน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้ความเห็นในเรื่องนี้ ว่า ขึ้นอยู่กับการที่รัฐบาลจะ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การที่สหรัฐต้องการเข้ามาโดยมีเงื่อนไขให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานถือเป็นโอกาสที่ดี แต่ก็ต้องมีข้อควรระวังหลักๆ คือ 1.ไทยต้องได้รับความเป็นธรรม ในเชิงผลประโยชน์ 2.ต้องพิจารณาประเด็นผลกระทบด้านอื่น เช่น สิ่งแวดล้อม และ 3.ที่สำคัญที่สุดคือ เราจะต้องไม่ทำบันทึกความเข้าใจนี้ แปลว่าสหรัฐจะมีสิทธิในการผูกขาด เพราะประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศจีนก็มีความปรารถนาที่จะเข้ามาร่วมงานกับไทยเช่นกัน 

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ รัฐบาลไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในภาพรวมของ บันทึกความเข้าใจ และ กรอบความร่วมมือ ที่เปิดเผยออกมา ตอนนี้ที่เรามาพูด เหตุการณ์มันผ่านมาแล้ว ความจริงสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาล จะต้องเปิดเผยความจริง ให้แก่ประชาชน แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดในระหว่างการเจรจา แต่ประชาชนควรมีสิทธิที่จะรู้ก่อนหน้านี้แล้วว่า สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการแลกเปลี่ยน เพื่อเจรจาต่อรองมีประเด็นอะไรบ้าง

ส่วน อีกประเด็นร้อน คือ การประชุมวุฒิสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา  เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานผลการพิจารณา เรื่องร้องเรียนจริยธรรม ของ “น.ส.นันทนา นันทวโรภาส” สว. หลังจากที่คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธาน ได้พิจารณาแล้วเสร็จและเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาให้ลงมติ ทั้งนี้ในการพิจารณาดังกล่าว ได้ใช้พิจารณาเป็นการลับ

โดยได้ใช้เวลาประชุมลับ นานกว่า 5 ชั่วโมง ในประเด็นที่ว่าจะเห็นชอบกับผลของรายงานตรวจสอบจริยธรรมหรือไม่ มติที่ประชุม เสียงข้างมาก 130 เสียงเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ 23 เสียง ทั้งนี้มี ผู้งดออกเสียง 11 เสียง และไม่ลงคะแนน 2 เสียง ต่อจากนั้นได้ลงมติว่าจะเห็นว่าเป็น การฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ โดยมติเสียงข้างมาก  130 เสียงเห็นด้วย ต่อคะแนนไม่เห็นด้วย 26 เสียง และงดออกเสียง 11 เสียง ทั้งนี้มีผู้ไม่ลงคะแนน 2 เสียง จากนั้นนายมงคล กล่าวว่า ที่ประชุมลงมติ 3 ใน 5 เสียงของ สว.ที่มีอยู่ หรือ 119 คะแนน ถือว่า สว.มีมติว่า น.ส.นันทนา กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง  หลังจากนี้จะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สำหรับ การส่งเรื่องให้ที่ประชุมพิจารณากรณีผิดจริยธรรม และให้ถือว่าเป็นการผิดจริยธรรมร้ายแรงในกรณีของ น.ส.นันทนา นั้น ถือเป็นเคสแรก ของ สว.ชุดปัจจุบัน ส่วนกรณีที่ประชุมวุฒิสภาใช้เวลาพิจารณานานนั้น เนื่องจากเปิดเวทีให้ น.ส.นันทนา รวมถึงฝ่ายที่ตรวจสอบ น.ส.นันทนา ได้ชี้แจงในรายละเอียดตามประเด็นที่ถูกร้องเรียน นอกจากนั้นแล้วพบว่ามีประเด็นที่มา ขอให้สว.พักการลงมติดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากเป็นกรณีเดียวกันที่มีการฟ้องร้องที่ศาล  ซึ่งขณะนี้กระบวนการพิจารณายังไม่สิ้นสุด

ก่อนหน้านั้น “พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์” รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง  ฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรม วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ น.ส.นันทนา โต้แย้งการถูกตรวจสอบจริยธรรม และการเตรียมลงมติตามรายงานของกรรมการจริยธรรม ในที่ประชุมวุฒิสภาว่า เป็นประเด็นที่มีผู้ร้องต่อกรณีการพูดด้อยค่าบุคคลอื่น ดังนั้นตามหลักการเมื่อมีผู้ร้องเรียน กรรมการจริยธรรม ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งทุกอย่างไม่ได้กลั่นแกล้ง 

ด้าน “นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร” สว. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวว่า  การโหวตของ สว. ไม่ใช่ตัดสินว่าผิด  เพราะต้องส่งให้ ป.ป.ช. พิจารณาต่อ อยากให้ น.ส.นันทนา เคลียร์ตัวเอง เมื่อเรื่องส่งไปยัง ป.ป.ช. และไม่มีประเด็น ถือว่าจบ

“…เรื่องนี้มีผู้ร้อง ดังนั้นต้องทำหน้าที่  พวกท่านยังมีสิทธิ ร้องพวกเราได้  ทั้งนี้เรื่องเกิดอะไรขึ้นไม่ได้ชี้ว่าท่านผิด อีกทั้งเรื่องไม่ได้จบที่วุฒิสภา ไม่ได้จบด้วยเสียงส่วนใหญ่ แต่เมื่อเรื่องส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือว่า ท่านได้เคลียร์ตัวเอง เมื่อท่านหลุดจากศาลอาญามาแล้วรอบหนึ่ง ผมเชื่อว่าจะหลุด และเป็นกำลังใจให้ด้วย เคลียร์ตัวเองให้บริสุทธิ์…” นายวุฒิชาติ กล่าว

ที่ผ่านมา “น.ส.นันทนา” ก็ออกมาวิจารณ์บทบาท สว.ส่วนใหญ่ ที่ถูกเรียกว่า สว. สีน้ำเงิน ตลอด ดังนั้นเมื่อเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้าม ตรวจสอบได้  จึงกลายเป็นวิบากกรรมที่ต้องเคลียร์ตนเอง

ทีมข่าวการเมือง