เมื่อวันที่ 28 ต.ค.โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุถึง “วิกฤตการเงินของแท้” หลังถูกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หักเงินย้อนหลังจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (UC) จำนวน 52 ล้านบาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ในการประชุมร่วมระหว่าง สปสช. กับชมรมโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป (รพศ.–รพท.) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ได้มีข้อสรุปร่วมกันว่า “จะไม่หักย้อนหลัง” และ “จะไม่ใช้วิธีคำนวณแบบ 3% extrapolation” โดย สปสช. จะพยายามจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมมาช่วยเหลือโรงพยาบาลต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีเปิดเผยว่า สุดท้ายกลับไม่ได้ดำเนินการตามข้อเสนอที่ตกลงไว้ ส่งผลให้โรงพยาบาลได้รับเงินจากกองทุน UC เพียง 161.33 บาทเท่านั้น
โดยข้อความตอนหนึ่งระบุว่า
“161.33 บาท สำหรับโรงพยาบาลศูนย์จากกองทุน UC แล้วใครจะได้รับผลกระทบ เมื่อโรงพยาบาลไม่มีเงินจ่ายค่ายา ค่าวัสดุการแพทย์ ค่าแล็บ และค่าใช้จ่ายรวมกว่า 170 ล้านบาทต่อเดือน”
ทั้งนี้ การหักงบประมาณดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินงานและการให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาล หากไม่มีมาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วน
หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลายคนตั้งคำถามถึงการบริหารงบประมาณของ สปสช. เช่น
- “อยากได้รับคำชี้แจงจากสปสช.ถึงงบประมาณจากเงินภาษีของประชาชน ได้งบมาเท่าไหร่ เอาเงินไปไหนหมด”
- “รพ.แทบไม่มีจะจ่ายค่ายา ค่าอุปกรณ์การแพทย์ แต่วัดทั่วไทยรวยเอา ๆ เฮ้อ”
- “ทำบุญกับวัดป่วยมาใช้สิทธิ์ 30 บาท วัดรวย โรงบาลล่มจม”
- “เหมือน สปสช.จะบอกว่าอย่าทำงานเยอะ ทำเยอะหักเยอะ ทำน้อยไม่เหนื่อยไม่ต้องคิดว่าจะได้เงิน”
- “รักษาฟรีควรจำกัดแค่เด็ก คนชรา คนพิการ วัยทำงานควรร่วมจ่าย ไม่งั้นระยะยาวอยู่ไม่ได้”
หลายความคิดเห็นสะท้อนความไม่พอใจต่อระบบงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งชี้แจงและแก้ไข ก่อนที่ผลกระทบจะลุกลามถึงผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ



