นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 พ.ย. 2568 จะประชุมหารือถึงทางออกการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กิโลเมตร (กม.) ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี, การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สำนักงาน อีอีซี อาคารโทรคมนาคม บางรัก ซึ่งการหารือครั้งนี้จะพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มทางเลือก (ออพชั่น) เสริม ว่าจะสามารถเพิ่มการขยายเส้นทางรถไฟไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน จากปลายทางเดิมที่สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง ไปถึง จ.จันทบุรี และสิ้นสุดที่ จ.ตราด ด้วยได้หรือไม่ ก่อนจะนำแนวทางไปเจรจากับเอกชนคู่สัญญาต่อไป

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า การขยายเส้นทางดังกล่าว จะเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก และจะจูงใจให้มีผู้โดยสารมาใช้บริการอีกครั้ง อีกทั้งจะช่วยเพิ่มศักยภาพ และความคุ้มค่าในการลงทุนโครงการฯ ด้วย ซึ่งการต่อขยายเส้นทางไปจนถึง จ.ตราด จะทำให้รถไฟไฮสปีดไม่ใช่แค่ระบบขนส่งผู้โดยสารระหว่างสนามบินเท่านั้น แต่จะกลายเป็นโครงข่ายหลักของการเดินทาง และการท่องเที่ยวในภาคตะวันออก อย่างไรก็ตามยืนยันว่าภายใน 4 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ จะต้องมีข้อสรุปเรื่องนี้ให้ได้ว่าจะต้องเดินหน้าต่ออย่างไร ซึ่งรวมถึงทุกเรื่องที่ยังไม่จบ ก็ต้องให้จบเช่นกัน โดยจะให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด เพื่อให้โครงการมีความเคลื่อนไหว และทำให้เกิดขึ้นให้ได้
“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า ก่อนหน้านี้นายพิพัฒน์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า หากสามารถขยายเส้นทางไปถึง จ.ตราด ได้ ก็จะเจรจากับเอกชน แต่ไม่ใช่เป็นการแก้สัญญา จะเป็นสัญญาใหม่ หรือสัญญาต่อเนื่อง ไม่กระทบต่อสัญญาฉบับเดิม ทั้งนี้ยืนยันตามเดิมว่าไม่มีนโยบายแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่ได้ลงนามไปแล้วระหว่าง รฟท. และบริษัท เอเชีย เอรา วัน (กลุ่มซีพี) ผู้รับสัมปทานโครงการฯ และจะไม่มีการแก้ไขสัญญาแน่นอน เพราะหากแก้จะเป็นกลายเป็นการทำผิดสัญญา และทำให้เอกชนที่เข้าร่วมประมูลโครงการฯ รายอื่นที่แพ้การประมูลฟ้องร้องได้ สำหรับออพชั่นเสริม ไม่ได้เป็นการเอื้อเอกชน เพราะรัฐต้องได้ผลตอบแทนเพิ่มเติมด้วย
สำหรับเส้นทางต่อเนื่องจากสนามบินอู่ตะเภา ไปยัง จ.ตราด เป็นเส้นทางที่ รฟท. มีแผนดำเนินโครงการในระยะ (เฟส) ที่ 2 ซึ่งได้มีการศึกษาเบื้องต้นไว้แล้ว โดยเป็นเส้นทางส่วนต่อขยายจังหวัดระยอง-จันทบุรี-ตราด ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร (กม.) วงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท มี 4 สถานี ได้แก่ สถานีระยอง สถานีแกลง สถานีจันทบุรี และสถานีตราด คาดว่าในปีแรกของการเปิดให้บริการจะมีปริมาณผู้โดยสารประมาณ 7 พันคนต่อวัน ปัจจุบันเส้นทางนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการต่อแต่อย่างใด.



