เมื่อวันที่ 29 ต.ค. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกาลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญ ว่า ประเทศไทยไม่ควรหนีเรื่องแร่แรร์เอิร์ธ แต่ต้องจับจังหวะให้เป็น และสร้างโอกาสให้ตัวเองอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงสุด ซึ่งการเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมไฮเทคถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะเป็นอนาคตของโลก หากไล่ลำดับมูลค่าตามกระบวนการ ตั้งแต่การทำเหมือง การสกัด การออกแบบเทคโนโลยี การผลิตอุปกรณ์ไฮเทค ประเทศที่ทำได้ครบจบในตัวคือ จีน ส่วนสหรัฐอเมริกายังมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณแร่ ดังนั้น ประเทศไทยควรมุ่งไปที่การออกแบบเทคโนโลยีและการผลิตอุปกรณ์ไฮเทคซึ่งให้มูลค่าสูงกว่าและปลอดภัยกว่า
นายสุชัชวีร์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ไทยควรให้ความสำคัญกับการนำเอ็มโอยูดังกล่าวมาสร้างประโยชน์สูงสุด ด้วยการใช้เป็นเครื่องมือเจรจา เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์ใน 3 ด้านหลัก คือ 1.ด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เจรจาถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการสำรวจและการผลิตแร่ที่ปลอดภัยและยั่งยืน 2.ด้านการศึกษาและการวิจัยวัสดุศาสตร์ พัฒนาคนไทยให้เชี่ยวชาญการสกัดและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี), ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เซมิคอนดักเตอร์ และ 3.ด้านการลงทุนอุตสาหกรรมปลายน้ำ เจรจาให้บริษัทไฮเทคสหรัฐ ลงทุนสร้างศูนย์ออกแบบและโรงงานผลิตอุปกรณ์ไฮเทคในประเทศไทย อาทิ กรณีเวียดนามที่ได้รับศูนย์ออกแบบชิป AI ของบริษัท Nvidia ซึ่งสร้างงานมูลค่าสูงจำนวนมาก
“เป้าหมายของไทยต้องก้าวสู่ประเทศอุตสาหกรรมไฮเทค โดยประเทศไทยควรใช้แร่แรร์เอิร์ธเป็นจุดเริ่มต้นในการชิงความได้เปรียบ สร้างฐานอุตสาหกรรมไฮเทคที่แข็งแกร่ง และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ถ้าเราทำได้ครบวงจรจากวิจัยของเราเอง สู่สินค้ามูลค่าสูงของไทย นั่นคือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างแท้จริง” นายสุชัชวีร์ กล่าว



